ฟิ่งจิ่ว หลังจากยื่นเนื้อย่างให้เฟิ่งจิ่ว นายท่านลู่ยิ้มบอกว่า “พรุ่งนี้เที่ยงก็ถึงในเมืองแล้ว อยู่ที่นี่นานขนาดนี้แล้ว ในที่สุดก็จะได้กลับไปพักผ่อนในเมืองดีๆ เสียทีนะ”
“อื้มๆ หลายวันมานี้ข้ากินแต่เนื้อย่าง กินจนตอนนี้ข้าเห็นเนื้อย่างก็หมดความอยากอาหารแล้ว พรุ่งนี้พอถึงในเมืองแล้ว เราหาหอสุราดีๆ สักแห่งกินอาหารดีๆ สักมื้อกัน” ไม่พอเท่านั้น เธอยังยิ้มบอกว่า “ข้ายังจะเลี้ยงมื้อใหญ่พวกท่านด้วย”
“ฮะๆๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นพวกข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว” นายท่านลู่เองก็ไม่ปฏิเสธ พูดหยอกล้อกับเขา กระทั่งค่ำมากแล้วจึงค่อยเอนหลังพิงต้นไม้หลับพักผ่อน
ทว่าค่ำคืนนี้ เฟิ่งจิ่วที่อุ้มเสือขาวน้อยพักผ่อนอยู่ได้ยินเสียงไอ จากนั้นก็เป็นเสียงลมหายใจติดขัด รวมถึงเสียงกระวนกระวายใจของผู้อาวุโสลู่ และเสียงร้องตกใจของลู่จี้หมิง
เธอลืมตาดู เห็นคนของตระกูลลู่ล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ที่นายท่านลู่นอนพักอยู่ แต่ละคนสีหน้ากังวลร้อนรน จึงปล่อยเสือขาวน้อยลง แล้วเดินเข้าไปดู
“นายท่าน นายท่าน ยา รีบกลืนยาเร็ว” เสียงของผู้อาวุโสลู่สะท้อนแววลนลาน เทยาให้เขากินด้วยมือไม้อันสั่นเทา
“ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านพ่อ ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจ…” ลู่จี้หมิงละล่ำละลักเสียงสั่น พลางลูบหลังเขาเบาๆ หวังจะช่วยให้เขาหายใจได้คล่องขึ้น
เฟิ่งจิ่วดูอยู่ครู่หนึ่ง เห็นใบหน้าของนายท่านลู่เต็มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าซีดขาวเหมือนหมดแรง สองมือกำคอเ