หากครั้งนี้ไม่มีเฟิ่งจิ่วอยู่ จะเป็นอย่างไร
เขานั่งเหม่อลอยอยู่ข้างเตียง ไม่ได้ไปพักผ่อน กระทั่งหมอที่ออกไปต้มยาก่อนหน้านั้นเข้ามา เขาจึงค่อยๆ ป้อนยาให้อาจารย์เขาทีละคำ
เพราะอาจารย์ของเขาหมดสติ ป้อนยาทั้งถ้วยให้เขาก็มีเพียงครึ่งถ้วยที่ลงท้องไปจริงๆ หมอคนนั้นไม่ได้ไปพักผ่อน เพราะเจ้าสำนักสั่งให้เขาคอยดูแล ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง คอยสังเกตว่ามีอาการอย่างที่เฟิ่งจิ่วบอกหรือไม่
ก่อนเที่ยงคืนยังถือว่าปกติ ทว่าเมื่อเลยหลังเที่ยงคืนไป เพราะเห็นว่าอาจารย์ของเขาอาการไม่ค่อยปกติ ตัวร้อนไม่พอ ยังมีเหงื่อเย็นซึมออกมาด้วย คล้ายเริ่มกลับมามีสติรับรู้บ้างแล้ว คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไปเคาะประตูหินห้องเฟิ่งจิ่ว “เฟิ่งจิ่ว เฟิ่งจิ่ว เจ้ารีบลุกมาดูหน่อย อาจารย์ของข้ามีไข้แล้วก็เหงื่อออกแล้ว เฟิ่งจิ่ว…”
เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินเสียงทำได้เพียงลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมแล้วเดินออกไปตรวจอาการให้อาจารย์ของเขา…
กระทั่งเช้าตรู่มาเยือน แสงอาทิตย์เส้นหนึ่งสาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างจวนถ้ำ กระทบเตียงที่เฟิ่งจิ่วกำลังนอนพักอยู่ เธอพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน ดึงผ้าห่มคลุมโปงแล้วนอนต่อ
เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอน เพราะนอนได้ไม่นานก็ถูกปลุกตื่นขึ้นมา กระทั่งฟ้าใกล้สางถึงค่อยกลับห้องมาพักผ่อน เวลานี้ ข้างนอกเงียบสงบ เธอจึงอยากงีบต่อเพื่อเอาแรงสักหน่อย
ทว่า พอถึงยามเฉิน[1] เธอก็ถูกปลุกตื่นอีกค