่อถึงเวลานั้นค่อยเดินทางไปพร้อมกับพวกตู้ฝานก็แล้วกัน!”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งซานหยวนเป็นห่วง “เจ้าไม่คิดจะพาผู้ติดตามไปด้วยสักคนสองคนหรือ? เดินทางไปที่นั่นตามลำพังอย่างนี้…”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านปู่” เฟิ่งจิ่วยิ้มบอก “ค่ายกลเคลื่อนย้ายของมู่หรงอี้เซวียนส่งถึงประตูสำนัก ข้าไม่สะดวกพาคนไปด้วยเยอะ อีกอย่างข้าตัวคนเดียวทำอะไรก็สะดวก ให้พวกเหลิ่งซวงเดินทางไปพร้อมกับพวกตู้ฝานเถิด! พวกเขาจะได้คอยดูแลกัน”
“อย่างนั้นก็ได้! แต่เจ้าต้องรับปากปู่นะ ต้องระวังตัวให้มาก อย่าทำตัวเด่นมากไปเล่า” เฟิ่งซานหยวนกำชับอย่างไม่วางใจ
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” เธอยิ้มรับ มองหน้าทุกคนรอบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “อาการของอาจารย์เขาอยู่ในอันตราย ข้าต้องไปแล้ว”
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงออกไปส่งเธอด้วยกัน มาถึงข้างนอก มู่หรงอี้เซวียนก็รออยู่ที่นั่นแล้ว
“เจ๋อ ข้าไปก่อนแล้ว ข้าจะรอท่านอยู่ที่นั่นนะ” เฟิ่งจิ่วมองเขาที่อยู่ข้างกาย แล้วเอ่ยลา
“ไปเถิด! ระวังตัวด้วย” เซวียนหยวนโม่เจ๋อกำชับ ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ
เฟิ่งจิ่วหมุนตัวเดินไปหามู่หรงอี้เซวียน มาหยุดยืนอยู่ข้างกายเขา ส่วนมู่หรงอี้เซวียนประสานมือคารวะทุกคน จากนั้นก็หยิบแกนเคลื่อนย้ายขึ้นมา เห็นเพียงประกายแสงสว่างวาบ ด้านหน้าปรากฏค่ายกลที่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณป่วนพล่าน นาทีต่อมา เมื่อมีรัสมีแสงพุ่งออกมา ทั้งสามคนที่อยู่กลางค่ายกลก็หายตัวไป
เห็นชายชราสีหน้าเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด กวน