งไม่อยากพาพวกเขาไปตอนนี้” เธอส่ายหน้า แล้วเอ่ยต่อว่า “แม้ว่าพลังของพวกเขาจะพัฒนาขึ้นแล้ว แต่สำหรับคนที่นั่น เกรงว่าจะยังอ่อนแอเกินไป ข้าอยากให้พวกเขาอยู่ที่นี่ คอยฟังคำสั่งของท่านปู่และท่านพ่อของข้า”
“องครักษ์เฟิ่งให้อยู่ต่อก็ได้ แต่หัวหน้าองครักษ์เฟิ่งทั้งแปดเจ้าควรพาไป” เขามองเธอ แล้วอธิบายว่า “ด้วยพลังของพวกเขา หากติดตามข้างกายเจ้าอาจช่วยได้บ้าง”
“อืม ข้าจะลองคิดดู” เธอรับคำ ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะพาพวกหลัวอวี่ไปด้วยหรือไม่
เซวียนหยวนโม่เจ๋อชะงักเล็กน้อย ประกายมืดมนพาดผ่านดวงตา บอกว่า “โม่เฉินผู้นั้นไม่พาไปก็ได้ ข้าคิดว่าเจ้าพาเขาไปด้วยก็ไม่ต่างจากหาเรื่องใส่ตัว เขาสะดุดตาเกินไป อีกอย่าง ด้วยฐานะของเขาที่นั่น หากเขาอยู่ข้างกายเจ้า อย่างไรก็ต้องมีคนสืบที่มาที่ไปของเจ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วชะงักเล็กน้อย เงยหน้ามองคนข้างกาย พอเห็นเขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทางอย่างนั้นดูน่าขำยิ่งนัก ทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ท่านพูดถูก เขาสะดุดตาเกินไปจริงๆ หากเขาอยู่ข้างกายข้า จะต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ แต่เมื่อก่อนข้าเคยรับปากเขาก่อนแล้ว ท่านว่า ตอนนี้ควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี?”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อแค่นเสียง “หาเหตุผลอะไรสักอย่างสลัดเขาทิ้งก็ได้แล้ว”
“ได้หรือ?” เฟิ่งจิ่วรู้สึกว่าทำอย่างนี้ไม่ค่อยดี ถึงอย่างไรคนเขาก็อุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามภูเขามาไกล หากเธ