น่อย ท่านปู่กับท่านย่าข้าจะได้ไม่รู้ความจริงเข้า”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อดึงมือเธอนั่งลง แล้วบอกว่า “เมื่อครู่ข้าให้ฮุยหลางกับเหลิ่งหวาไปบอกแล้ว เพียงแต่ อย่างไรกระดาษก็มิอาจปิดไฟ เจ้าตั้งใจจะปิดบังพวกเขาไปอีกนานเท่าใด?”
เฟิ่งจิ่วเงียบงัน ครู่ใหญ่จึงตอบว่า “ข้ากลัวว่าหากบอกความจริง พวกเขาจะรับไม่ได้ ข้าเองก็รู้ว่าปิดได้ไม่นาน แต่ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสดีที่จะบอกความจริงพวกเขา”
“เช่นนั้นก็เลื่อนออกไปก่อนก็แล้วกัน!” เขากุมมือของเธอ แล้วบอกว่า “เจ้าเองก็อย่าโทษตนเองมากไป เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
เฟิ่งจิ่วถอนหายใจ “ตอนแรกเห็นพวกท่านปู่รอดชีวิตกลับมาได้ข้าดีใจมาก เพียงแต่พอนึกถึงเรื่องของเสี่ยวเย่เอ๋อร์ ลึกๆ ข้างในก็ปวดใจอย่างบอกไม่ถูก”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อไม่พูดอะไร ได้แต่นั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนเธอ ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ไปกำชับเหล่าองครักษ์เฟิ่งพร้อมเฟิ่งจิ่ว ให้พวกเขาพูดตรงกัน จะได้ไม่เผยพิรุธให้พวกท่านปู่จับได้
หลังกำชับเสร็จ ก็นึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของท่านปู่ เฟิ่งจิ่วชะงักเท้า แล้วหันไปมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อข้างกาย “เมื่อครู่ท่านปู่บอกว่ามีเรื่องจะถามข้า ท่านว่า…”
“ไม่เป็นไร หากเขาถาม เจ้าก็บอกเขาไปตามตรงเถิด!” เซวียนหยวนโม่เจ๋อบอก “เขาน่าจะรับได้ อีกอย่าง ข้าไม่คิดว่าเรื่องนี้จะปิดบังท่านปู่ของเจ้าได้”
“ท่านหมายความว่าเขาดูออกแล้วงั้นหรือ?”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อพยักหน้า “น่าจะสงสัยบ้างแล้ว เมื่อครู่ตอ