ด้ยินอย่างนั้น เซวียนหยวนโม่เจ๋อนั่งลงจิบชา ไม่เงยหน้า แต่มู่หรงอี้เซวียนกลับนัยน์ตาไหวระริก สีหน้ายังคงเหมือนเดิม เฟิ่งซานหยวนได้ยินก็พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร มีเพียงซู่ซีที่ชะงักไป ถามว่า “โชคชะตาอะไรหรือ? พวกเขาไม่ได้อยู่กับพ่อของเจ้า แล้วอยู่กับผู้ใดกัน?”
“ตอนนั้นพวกเขาเดินออกไปตามเส้นทางลับ ไปถึงที่ปลอดภัย เพียงแต่เด็กทั้งสองคนยังอายุน้อยนัก องครักษ์เฟิ่งเองก็ไม่รู้ว่ามีเส้นทางลับนั้นอยู่ พอพวกเขากลับไปถึง ก็ผ่านไประยะเวลาหนึ่งแล้ว”
เฟิ่งจิ่วหยุดเล่าครู่หนึ่ง แล้วมองซู่ซีที่ใบหน้าตื่นตระหนก “พวกเขาพบเจอเรื่องราวบางอย่างข้างนอกนั้น ถูกจับตัวไปที่ตลาดขายทาส ต่อมาพวกเขาหนีออกมา เพื่อหลบหนีคนพวกนั้น พวกเขาเข้าไปในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง”
“จากนั้นเล่า? ป่า? ป่าที่ใด? มีสัตว์ร้ายหรือไม่? พวกเขา…” หัวใจของซู่ซีสั่นคลอน นึกถึงภาพที่เด็กสองคนเข้าไปในป่าตามลำพัง สีหน้าพลันซีดเผือด
หยางหยางแม้จะผ่านการฝึกฝนมาแล้ว แต่อย่างไรก็ยังเป็นเด็กอายุเจ็ดแปดขวบอยู่ดี หากเจอสัตว์ร้ายจริง เขาจะสู้ได้อย่างไร?
เฟิ่งซานหยวนที่ฟังอยู่แอบกำหมัดเงียบๆ เขานึกภาพออกว่าสถานการณ์อย่างนั้นอันตรายแค่ไหน เด็กสองคน น่าจะ…
เฟิ่งจิ่วมองเขาแวบหนึ่ง พยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ พวกเขาเจอสัตว์ร้ายที่นั่น แล้วก็ถูกสัตว์ร้ายโจมตี”
สิ้นเสียง ซู่ซีก็ตัวอ่อนล้มพับลงไป เฟิ่งซานหยวนรีบเข้าไปประคองแล้วปลอบนาง “เจ้าไม่ต้องห่วง แม่หนูเฟิ่งบอกแ