ในใจรู้สึกรวดร้าว และจนใจอยู่บ้าง
“ท่านเป็นคนช่วยพวกท่านปู่หรือ?” เฟิ่งจิ่วหันไปถามมู่หรงอี้เซวียน
ได้ยินอย่างนั้น มู่หรงอี้เซวียนที่กำลังดื่มชาอยู่ยิ้มๆ เงยหน้ามองเธอ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เมื่อครู่ผู้อาวุโสเฟิ่งยังไม่ทันได้บอกเธอ อีกอย่างดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว ข่าวที่เขาสั่งให้คนส่งมาพักก่อน พวกเขาน่าจะยังไม่ได้รับ
“ตำหนักที่ถูกไฟไหม้ตอนนั้น เป็นตำหนักเดิมของท่าน ตอนนี้ท่านก็มาปรากฏตัวที่นี่อีก อีกอย่างพวกท่านปู่ของข้าก็ยังกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่ใช่ท่านช่วยพวกเขาไว้ หรือยังมีผู้ใดอีก?”
“ข้าก็แค่บังเอิญผ่านทางพอดี” มู่หรงอี้เซวียนมองเธอในชุดสีแดงสะดุดตา บอกว่า “ตอนนั้นข้าแค่อยากจะกลับไปดูสักหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะเจอเรื่องนี้พอดี เพียงแต่ กำลังมีขีดจำกัด ทำได้เพียงช่วยพวกเขาไว้อย่างลับๆ”
เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดตรงหน้าเขา “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้” เธอค้อมเอวคารวะเขา “ขอบคุณมาก ภายหน้าหากมีเรื่องใดให้ช่วย ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ จะไม่บ่ายเบี่ยงแน่นอน”
ได้ยินอย่างนั้น ประกายมืดหม่นพาดผ่านดวงตาของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ เขาหันไปมองมู่หรงอี้เซวียน
………………………………….