ฉะนั้นอย่างไรเขาก็จะพาคนไป เพียงบอกว่า รอเด็กทั้งสองสำเร็จวิชาเมื่อใด จะปล่อยให้พวกเขากลับมาบ้าน”
นาทีนี้ เฟิ่งจิ่วรู้สึกว่าตนเองแต่งเรื่องได้แนบเนียนไร้ช่องโหว่ หากไม่ใช่ว่ารู้เรื่องอยู่แล้ว ก็คงเชื่อกระมัง!
ทว่าเธอในยามนี้กลับไม่มีทางรู้เลย คำโกหกเจตนาดีที่เธอแต่งขึ้นมา กลับใกล้เคียงกับเรื่องจริง กระทั่งในอนาคตยามได้พบกับเด็กทั้งสองอีกครั้ง แม้แต่เธอก็ยังรู้สึกว่านี่ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ…
“ที่แท้ก็อย่างนี้เอง…” ซู่ซีพึมพำ เผยรอยยิ้มคลายใจออกมา “ขอเพียงพวกเขาไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ขอเพียงพวกเขายังมีชีวิตอยู่ก็พอ…”
เพราะจิตใจผ่านคลื่นมรสุมมามาก กอปรกับช่วงเวลาที่ผ่านมาก็วิตกกังวลมาตลอด ยามนี้พอผ่อนคลาย นางจึงหมดสติไป
“ซู่ซีๆ!” เฟิ่งซานหยวนเรียกด้วยความเป็นห่วง
“ท่านปู่ ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ท่านย่าแค่เหนื่อยจนร่างกายรับไม่ไหว ปล่อยให้นางพักสักเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว” เฟิ่งจิ่วปลอบเสียงเบา แล้วตะโกนออกไปข้างนอก “เหลิ่งซวง รีบพาท่านปู่กับท่านย่าไปพักผ่อนเร็ว”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงรับคำ เข้ามาช่วยประคองซู่ซี
เฟิ่งซานหยวนมองเฟิ่งจิ่ว ถอนหายใจเบาๆ แล้วบอกว่า “อีกเดี๋ยวปู่มีเรื่องจะถามเจ้า”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วนัยน์ตาไหวระริก พยักหน้าแล้วรับคำ “เจ้าค่ะ”
ครั้นพวกเขาจากไป เฟิ่งจิ่วนั่งลง แล้วอดถอนหายใจไม่ได้ ความตื่นเต้นดีใจที่พบพวกท่านปู่อีกครั้ง เจือจางลงเมื่อนึกถึงเสี่ยวเฟิ่งเย่กับหยางหยาง