ก็เดินไปที่ตำหนักพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว เมื่อถึงที่นั่น ก็สั่งให้บ่าวยกอาหารมาจัดวาง
“เรียกโม่เฉินมากินด้วยกันเถิด!” เฟิ่งจิ่วยิ้มหวานมองหน้าเขา “เขาเป็นแขก จะเสียมารยาทได้อย่างไรกันเล่า!”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อที่ยังอยากจะพูดอะไรอีกเห็นเธอมองเขาด้วยแววตายิ้มหวาน จึงไม่พูดอะไรอีก ได้เพียงนั่งหลังเหยียดตรงอยู่ที่นั่น
เหลิ่งหวาที่ยืนอยู่ข้างเฟิ่งจิ่วเห็นก็ยิ้ม “เช่นนั้นข้าไปเชิญเองขอรับ” กล่าวจบ ก็หมุนตัวเดินจากไป
เห็นว่าบนโต๊ะมีแต่อาหารที่เธอชอบกิน เฟิ่งจิ่วอดตะกละขึ้นมาไม่ได้ พักนี้หากไม่ใช่ฝึกวรยุทธ์ก็เดินทาง มีโอกาสได้กินอาหารที่ชอบน้อยมาก ยามนี้เมื่อเห็นอาหารที่ชอบกินวางอยู่เต็มโต๊ะ ก็รู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก
“นี่เป็นเหล้าวิญญาณ ลองดื่มถ้วยเล็กๆ ก่อน” เซวียนหยวนโม่เจ๋อเทเหล่าวิญญาณให้เธอถ้วยเล็กๆ พยักหน้าให้เธอลองชิมดู
เฟิ่งจิ่วมองดูสุราครึ่งถ้วยเล็กๆ ตรงหน้า มุมปากกระตุก “น้อยขนาดนี้จะรู้รสชาติได้อย่างไร? ถ้าอย่างไรเปลี่ยนเป็นถ้วยใหญ่ดีหรือไม่?”
ได้ยินอย่างนั้น เขาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง “เจ้าไม่กลัวเมาหรือ? เหล้านี้ฤทธิ์แรงนัก”
ได้ยินอย่างนั้น เธอยักคิ้ว “ฤทธิ์เหล้าแรง? ข้าลองดูหน่อย” เธอยกถ้วยเหล้าขึ้นดม กลิ่นหอมฉุยของเหล้าลอยเข้ามาในจมูก แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณ เพียงดมกลิ่นก็รู้แล้วว่านี่เป็นเหล้าดี
เธอจิบคำเล็กๆ กลิ่นหอมของสุราดีกระจายทั่วปลายลิ้น กลิ่นอายพลังวิญญาณไหลลงคอไปพร้อมกับเห