กษ์เฟิ่งมองหน้ากัน แล้วก้าวออกมาหนึ่งก้าว “คารวะนายท่าน!”
“อืม” เฟิ่งจิ่วรับคำ แล้วบอกว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป บุริมฉายเป็นของข้าเฟิ่งจิ่วแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น เหล่าทหารของจักรวรรดิบุริมฉายที่อยู่เบื้องล่างแตกฮือ เหมือนเหลือเชื่อเล็กน้อย ทว่า หลังครุ่นคิดอย่างละเอียด กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
องครักษ์เฟิ่งแข็งแกร่งปานนี้ แค่คนไม่กี่สิบคนก็สามารถต่อกรกับพวกเขาที่มีเป็นร้อยคนได้ แล้วยังมีภูตหมอเฟิ่งจิ่วอีก แค่นางคนเดียวก็สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเหินได้อย่างง่ายดาย หากจักรวรรดิบุริมฉายของพวกเขาอยู่ภายใต้อำนาจของนาง บางที อาจมีส่งผลดีกับพวกเขาก็เป็นได้
อย่างน้อย พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวว่าภูตหมอเฟิ่งจิ่วจะลงมือกับพวกเขาอีก
“ยังไม่รีบคุกเข่าอีก!” ผู้ครองแคว้นจักรวรรดิบุริมฉายที่อยู่ข้างหลังเฟิ่งจิ่วตะโกนสั่ง
ได้ยินอย่างนั้น เหล่าทหารจักรวรรดิบุริมฉายรีบคุกเข่า ทว่าในเวลานี้ พวกเขาที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บ ที่ล้มตายก็ล้มตาย เหลือไม่ถึงสองส่วนสามแล้ว
อีกทั้งวังหลวงถูกไฟไหม้ กระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง หากไม่ให้เวลาสักสองสามเดือนก็คงไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้
ในอีกด้าน เพราะได้ยินเสียงของเฟิ่งจิ่ว กวนสีหลิ่นกับพวกฮุยหลางมองหน้ากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็รีบหยุดเคลื่อนไหว พาคนมุ่งหน้ามาทางนี้
ครั้นมาถึงประตูทิศเหนือ แล้วเห็นสถานการณ์ตรงนั้น ที่จริงพวกเขาเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ด้วยพลัง