ชียวหรือ?”
“เจ้าพูดจาแบบนี้ คิดจะบอกว่าแม่อย่างข้าไม่รู้จักเป็นห่วงลูกชายของตัวเองสินะ?”
……
ไฉนเลยเฉินเสิ่นจะกล้าพูดเรื่องเงินให้ชัดเจน นางจึงจับจ้องความผิดของสะใภ้ใหญ่เฉิน กุมเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
แล้วหันไปเรียกเฉินต้าซาน บอกให้เขาพูดเองว่า มารดาอย่างนางเคยทำผิดต่อลูกชายอย่างเขาตอนไหน ถ้าเขาคิดว่ามารดาคนนี้เป็นภาระ ไม่ต้องการมารดาอย่างนางอีกแล้ว ก็ให้พูดออกมาตามตรง นางจะได้ไม่อยู่ให้เป็นที่ขัดหูขัดตาคนอื่นอีก…
เฉินเสิ่นพูดเช่นนี้ ปัญหาก็ยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม เพราะความหมายในวาจาก็คือบอกว่าเฉินต้าซาน ‘อกตัญญู’ อย่างเห็นได้ชัด
ในยุคสมัยนี้ ‘อกตัญญู’ เป็นความผิดร้ายแรง เฉินต้าซานไม่กล้ายอมรับโดยเด็ดขาด
“ท่านแม่ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ? ลูกเคยพูดแบบนั้นตอนไหน…” เฉินต้าซานรีบอธิบายอย่างร้อนใจ
แต่เฉินเสิ่นกลับตัดบทเขาโดยไม่รอให้เขาพูดจบ “เจ้าไม่ได้พูด แต่เมียเจ้าเป็นคนพูดนี่ นางพูดก็เท่ากับเจ้าพูดไม่ใช่รึ? ภรรยาสามารถตัดสินใจแทนคนเป็นสามีได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คำพูดของภรรยาก็เท่ากับความคิดของสามีไม่ใช่หรือไร?”
“ท่านแม่…” เฉินต้าซานไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อารามร้อนใจจึงหันกลับมาตบหน้าภรรยาของเขา
เพียะ!
สะใภ้ใหญ่เฉินกุมใบหน้าของตัวเองเอาไว้ ทั้งเสียใจและน้อยใจ “ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ท่านแม่…”
“เจ้ายังจะพูดอีก!” เฉินต้าซานถลึงตาใส่นางอย่างดุร้าย
สะใภ้ใหญ่เฉินน้อยใจจนตาแดงก่ำ ชั่