่ใช่คนในครอบครัวของพวกเจ้า”
“ข้าอธิบายเช่นนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?” ชายชรายิ้มถาม
เด็กน้อยเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แต่กลับฟังออกคร่าวๆ จึงถามว่า “เช่นนั้นต่อไปข้าจะยังได้พบท่านพ่อกับท่านแม่แล้วก็พวกหลานสาวของข้าหรือไม่?”
“หากมีวาสนาย่อมได้พานพบ”
ได้ยินอย่างนั้น เสี่ยวเฟิ่งเย่ก้มหน้าครุ่นคิด กอปรกับเห็นหยางหยางบาดเจ็บไปทั้งตัวและหมดสติไปแล้ว จึงถามอีกว่า “เช่นนั้นท่านปู่เทพเซียนจะรับข้ากับหยางหยางเป็นศิษย์หรือ? เหตุใดท่านปู่เทพเซียนจึงแทนตนเองว่านักพรตเฒ่า? นักพรตเฒ่าคือพระหรือ? ข้าไม่อยากโกนหัว”
“ฮ่ะๆๆๆๆ…”
ได้ยินคำพูดเด็กน้อยเหล่านั้น ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุข “ไปกันเถิด! ไปกับข้า แล้วพวกเจ้าก็จะรู้เอง” สิ้นเสียง ก็หมุนตัวเดินขึ้นไปบนถาดบิน
เห็นอย่างนั้น เสี่ยวเฟิ่งเย่กัดเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เดินตามขึ้นไปบนถาดบิน ไม่นานก็เห็นถาดบินลอยขึ้นกลางอากาศในพริบตา ก่อนจะกลืนหายเข้าไปในหมู่เมฆ…
หนึ่งวันต่อมา เมื่อพวกเฟิ่งจิ่วเดินตามเส้นทางลับมาจนถึงเมืองที่เด็กน้อยสองคนอาศัยอยู่ในช่วงที่ผ่านมา ก็เริ่มออกสืบหา พบว่าเด็กสองคนเคยอยู่ที่นี่ดังคาด
พวกเขาสืบเสาะไปตามเบาะแสที่ได้ จึงรู้ว่าพวกเขาถูกนักค้ามนุษย์จับตัวไปขายในตลาดค้าทาส ก่อนจะหลบหนีไป ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงออกค้นหาตามเส้นทางในพื้นที่นี้ แต่นึกไม่ถึง กลับเจอเศษผ้าและรองเท้าถูกฉีกทึ้งอยู่ใต้ต้นไม้ในป่าผืนน้อย รวมถึงรอยเลือ