้งแต่เหยียบเข้ามาในวังหลวงเขาก็ไม่พูดอะไรเลย เพียงสาวเท้าเดินไปเงียบๆ แต่ละฝีก้าวช่างหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นายท่าน เป็นตำหนักนี้ขอรับ”
หลัวอวี่หยุดเดิน มองเธอและเฟิ่งเซียว “คืนนั้น นอกจากเสี่ยวเฟิ่งเย่กับจ้าวหยางก็ไม่มีใครรอดเลย ตอนที่พวกข้าเข้ามาจากเส้นทางลับ ก็เห็นองค์จักรพรรดิหลวงกับคนอื่นในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลถูกผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเหินสองคนทำร้ายจากข้างหลัง พวกเขาตัวปลิวเข้าไปในเปลวไฟที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง”
เล่ามาถึงตรงนี้ เขาก็หยุด ก้มหน้าก้มตา “ตอนแรกพวกข้าคิดจะเข้าไปช่วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ พวกข้าสมควรตายนัก!” พวกเขาทั้งแปดคนคุกเข่ากันอย่างพร้อมเพรียง
เฟิ่งจิ่วสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา มองดูซากตำหนักตรงหน้า รู้สึกเพียงหัวใจบีบรัดเจ็บปวด ตัวตำหนักถูกเผาจนกลายเป็นซากขนาดนี้ พวกท่านปู่เกรงว่าถึงสิ้นใจไปแล้วก็คงไม่เหลือให้เห็นแม่แต่กระดูก
จุดอื่นๆ ในวังหลวงผ่านการจัดระเบียบไปบ้างบางส่วนแล้ว แต่ตรงนี้ ยังคงเป็นซากปรักหักพังเช่นเดิม เธอก้าวเข้าไป ขณะที่สายตาสะดุดที่ป้ายตำหนัก เธอก็ได้แต่เหม่อมองอักษรบนป้ายที่ถูกเผาจนเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัว
อี้หวา? ที่นี่คือตำหนักอี้หวางั้นหรือ? ตำหนักที่มู่หรงอี้เซวียนเคยอยู่ในอดีต
ตำหนักอี้หวาแห่งนี้ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากตำหนักใหญ่ นึกไม่ถึงว่าพวกท่านปู่จะถูกไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ สุดท้ายก็ต้องถูกฝังร