ถึงอย่างไร แม้ว่าเม็ดบัวเขียวในร่างกายจะทำให้เธอฟื้นตัวได้เร็ว แต่ก็เป็นที่สะดุดตาเกินไป ทำได้เพียงใส่ยาพันแผลแล้วปล่อยให้มันค่อยๆ หายเอง
เฟิ่งเซียวที่นอนอยู่บนเตียงเอียงคอ มองลูกสาวที่เดินตุปัดตุเป๋โดยมีฮูหยินของเขาประคองเดินมาหาเขา ข้างหลังมีเหลิ่งซวงที่ยกถ้วยยาเดินตามเข้ามา
เห็นสีหน้าเธอไม่ดีดังคาด ดวงหน้างดงามซีดขาวเล็กน้อย เขาอดถามไม่ได้ “เจ็บมากหรือ เหตุใดหน้าจึงซีดเช่นนี้?” ถามจบ เขาก็ชะงักไป
อยู่ด้วยกันมานานหลายปี ความคุ้นเคย และห่วงใย ล้วนกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร พักไม่กี่วันก็หายแล้วเจ้าค่ะ”
เธอยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา นั่งลงข้างเตียง ช่วยท่านแม่ของเธอประคองท่านพ่อขึ้นจากเตียง แล้วนั่งพิงหัวเตียง แล้วรับถ้วยยาไปจากมือของเหลิ่งซวง
“นี่เป็นน้ำแกงคลายเครียดที่ข้าให้เหลิ่งซวงต้ม ท่านพ่อหมดสติเพราะได้รับแรงกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักจนเลือดลมในร่างกายตีกัน ดื่มยาถ้วยนี้ก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เธอตักยาขึ้นมาช้อนหนึ่งแล้วเป่า จากนั้นก็ยื่นมาให้เขาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “มาเจ้าค่ะ ไม่ขม”
เฟิ่งเซียวมองเธอ ได้แต่มองเธอเงียบๆ อยู่อย่างนี้ เหมือนกำลังมองเธอ แต่ก็เหมือนกำลังมองทะลุเธอแล้วเห็นอีกคน ภาพในอดีตย้อนเข้ามาในสมองทีละฉากๆ…
เขาเลี้ยงลูกสาวจนโตด้วยตนเอง เด็กตัวน้อยๆ ตอนแรกเกิดเนื้อตัวนุ่มนิ่มส่งเสียงร้องงอแง ตอนอายุสี่ห้าขวบเดินตามหลังเขา แล้วเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแหลมใสว่า “ท่