กับสีหลิ่นก็บาดเจ็บไปทั้งตัว”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งเซียวใจสะท้าน ถามอย่างร้อนใจตามสัญชาตญาณ “พวกเขาบาดเจ็บหรือ? บาดเจ็บหนักหรือไม่?”
“เฮ้อ! เสี่ยวจิ่วกับสีหลิ่นบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่าเป็นเพียงแผลภายนอก แต่ข้าเห็นว่านั่นล้วนบาดเจ็บไม่เบา สีหลิ่นถูกแทงที่หัวไหล่หนึ่งดาบ บนตัวก็มีแผลเล็กแผลใหญ่มากมาย บ้างก็ลึกจนเห็นกระดูก ส่วนมือและแข้งของเสี่ยวจิ่วล้วนถูกฟันจนบาดเจ็บ เมื่อคืนตอนกลับมาเดินซวนเซ ยังต้องมาห่วงว่าท่านจะเจออันตรายอยู่ข้างหรือไม่อีก”
ซั่งกวนหวั่นหรงเล่าพลางถอนหายใจ “เด็กคนนี้เอาแต่เป็นห่วงเราจริงๆ แม้รู้ว่ามีอันตราย แต่กลับสั่งให้หงส์ไฟที่คอยปกป้องนางอยู่ข้างกายเรา พอได้ยินว่าท่านยังไม่กลับมา ก็สั่งให้ทุกคนออกไปตามหาท่านทันที”
เฟิ่งเซียวได้ยินอย่างนั้นก็เงียบ หัวใจของเขาทุกข์ทรมานนัก ในตอนนี้เอง เสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก
“ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นหรือยังเจ้าคะ?”
เสียงของเฟิ่งจิ่วดังมาจากข้างนอก ซั่งกวนหวั่นหรงที่อยู่ในห้องเผยรอยยิ้มอ่อนโยน บอกกับเฟิ่งเซียว “ท่านดูสิ ลูกสาวเรามาหาท่านแล้ว คงเพราะเป็นห่วงท่านมากแน่ๆ” ขณะบอก ก็ลุกขึ้นเดินออกไปเปิดประตู
เฟิ่งเซียวที่นอนอยู่บนเตียงสายตาสับสน หัวใจของเขาราวกับกำลังขัดแย้งกันเอง ในนาทีนี้ เหมือนไม่รู้จะเผชิญหน้ากับลูกสาวคนนี้ของเขาอย่างไร
“ท่านพ่อ ท่านฟื้นแล้วหรือ?”
เฟิ่งจิ่วเดินตุปัดตุเป๋มาหาเขา แผลที่แข็งแม้ใส่ยาแล้วก็ยังไม่หายดี