ปได้หรือ?”
หนึ่งในผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินใช้ดวงจิตหยั่งรู้กวาดหา แล้วบอกกับอีกสองคนว่า “พวกเขาไปทางตำหนักด้านหน้า พวกเจ้าสองคนไปจัดการพวกเขา พวกข้าจะกลับไปรายงานภารกิจ”
“ขอรับ” ผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินขั้นแรกสองคนรับคำ รวมพลังเหาะไปข้างหน้า ส่วนคนอื่นหมุนตัวจากไป
แค่คนสองคน คงไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรมากมาย และไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของผู้ฝึกตนระดับเซียนเหินไปได้แน่นอน คำสั่งที่พวกเขาได้รับก็คือทำลายวังหลวงแห่งนี้ สังหารคนในนี้ให้หมด ยามนี้ สุดสายตามองเห็นแต่ศพ ขอเพียงจัดการสองคนนั้นได้ ภารกิจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
ซู่ซีประคองเฟิ่งซานหยวนเหาะไปข้างหน้า นางที่เริ่มหมดแรงพยายามฝืนทน ตลอดทาง เลือดไหลออกจากแผลลงบนพื้น ทิ้งร่องรอยเอาไว้ข้างหลัง
“สามีข้า ท่านอดทนไว้ก่อน ท่านต้องอดทนไว้…” นางไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่บอกให้เขาอดทนไว้ด้วยจิตใจที่แตกตื่น นางกำลังบอกเขา และกำลังบอกตนเองด้วย
“ซะ ซู่ซี เย่เอ๋อร์เล่า?” เฟิ่งซานหยวนกระอักเลือด ถามด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง หากไม่มีซู่ซีคอยประคองเขาไว้ เกรงว่าเขาคงเดินไม่ไหวนานแล้ว
“เขาไม่เป็นไร เขาปลอดภัยดี” ซู่ซีกระซิบบอกเขา ประคองเขาอย่างยากลำบาก แม้รู้ว่าหนีไม่รอด แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้และรอความตายอยู่อย่างนี้
ตามองเห็นตำหนักหลังนั้นอยู่แค่ตรงหน้า แต่กลับเห็นเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วตำหนัก หนีไปข้างหน้าไร้ประตู หนีไปข้างหลังก็ไร้หนทาง นางยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น รู้สึกจ