ดให้กิน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน กวักมือเรียกเจ้าหยางมา “หยางหยาง เจ้าพาเย่เอ๋อร์ไปสนามฝึก ต้องให้เขาเรียนวิชาหมัดหนึ่งชุด อย่าปล่อยให้เขาแอบอู้ได้เล่า”
“ขอรับ” เจ้าหยางรับคำ แล้วหันไปเรียกเฟิ่งเย่ “นายท่าน พวกเราไปกันเถิดขอรับ!”
“เช่นนั้นเสี่ยวหยางหยางต้องแบกข้าไป” เขาพูดอย่างโกรธๆ ไม่ค่อยอยากไปสนามฝึก
“ได้ขอรับ” เจ้าหยางย่อตัวลงไป รอให้เขาขึ้นหลัง
เห็นอย่างนั้น เสี่ยวเฟิ่งเย่เผยรอยยิ้มดีใจ กระโดดขึ้นหลังเขาและใช้สองมือโอบรอบคอ “ขึ้นหลังม้าแล้วๆ! เสี่ยวหยางหยาง รีบวิ่งเร็ว!”
เห็นเด็กสองคนเดินห่างออกไปแล้ว ซู่ซีหันมามองเฟิ่งซานหยวน “ถึงลูกจะยังเด็ก แต่อายุประมาณนี้เป็นช่วงที่เรียนรู้ได้ไวที่สุด และเรียนรู้ได้ดีที่สุดแล้ว ท่านจะตามใจเขาเพราะรักเขาไม่ได้ เช่นนั้นไม่เรียกว่ารัก แต่เป็นการทำร้ายเขา
ท่านว่า หากมีวันใดที่พวกเราไม่อยู่ข้างกายเขา เขากลับเหมือนเด็กทั่วไปหรือสู้เด็กทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ พวกท่านจะวางใจได้เช่นไร? แม้จะเติบโตในราชวงศ์ เติบโตอยู่ข้างกายท่าน ก็ต้องให้เขาเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และดูแลตนเอง”
“เขายังเด็กขนาดนี้ ถึงอย่างไรก็น่าจะรอให้ถึงห้าขวบก่อนค่อยเรียนก็ยังไม่สาย ตอนนี้ยังเด็กเกินไป” เฟิ่งซานหยวนบอก รู้สึกว่าเด็กอายุน้อยขนาดนี้ให้เรียนนั่นเรียนนี่ไม่ดีนัก อายุน้อยขนาดนี้ควรปล่อยให้เขาเล่นสนุกมากกว่า
พูดถึงเรื่องการเลี้ยงลูก ความคิดของทั้งสองไม่ค่อยตรงกันนัก บ