้าวสุกไปนานแล้ว แต่เขามีความคิด มีความปรารถนาแล้ว สุดท้ายกลับไม่ยอมก้าวข้ามปราการด่านสุดท้าย เธอรู้ว่าเขาทะนุถนอมเธอ เพียงแต่เห็นท่าทางอดกลั้นของเขาแล้วก็รู้สึกใจอ่อน ไม่เช่นนั้น วันนี้เธอก็คงไม่ยอมปล่อยให้นิ้วมือทั้งห้าของเธอต้องเมื่อยล้าเช่นนี้หรอก
“ไม่เหนื่อยหรือ? ให้ข้าบอกพวกเขาให้ยกอาหารมาดีหรือไม่?” เขาเดินเข้ามาโอบเธอ มองชุดกระโปรงสีแดงของเธอ เส้นผมสีหมึกสยายกลางหลัง กลางหว่างคิ้วสะท้อนแววเกียจคร้านดูมีเสน่ห์น่าดึงดูด อดไม่ได้ที่จะนึกอยากเอาเธอไปซ่อน ไม่ให้ใครเห็น
“ท่านก็รู้ด้วยหรือว่าข้าเหนื่อย? ข้าปวดมือจะแย่แล้ว” เธอปล่อยตัวตามแรงดึงเข้าไปในอ้อมกอดเขา พลางบ่นเสียงเบา
ได้ยินอย่างนั้น รอยยิ้มพาดผ่านดวงตาของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ กระซิบเสียงเบาข้างหูเธอ “นั่นหมายความว่าความสามารถของผู้ชายของเจ้าไม่ธรรมดา ต่อไปเจ้าจะมีแต่ความสุขสมไร้ความกังวล”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็อดหน้าแดงไม่ได้ กลอกตาใส่เขาแล้วผลักเขาออก “เหลิ่งซวง พวกเราไปกันเถิด!” สิ้นเสียง ก็พาเหลิ่งซวงเดินนำออกไปก่อน
มองดูเธอเดินออกไป เซวียนหยวนโม่เจ๋อเปล่งเสียงหัวเราะทุ้มหนามีเสน่ห์น่าดึงดูด สายตาลึกล้ำแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มและแววอ่อนโยนจับจ้องไปที่เงาร่างสีแดง ชะงักหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอามือไพล่หลังเดินตามเธอไป
บทสนทนาเมื่อครู่ของทั้งสองถูกลดเสียงให้เบาลง ฮุยหลางกับอิ่งอีก็ได้ยินเพียงประโยคส