งที่แม้แต่ลูกศิษย์ของเขาก็ยังไม่อยู่ข้างเขาอย่างนี้
“ท่านแม่ ท่านนี้คือเฉินเต้า นี่คือลั่วเหิง ท่านน่าจะเคยเห็นพวกเขา แต่ลืมไปแล้ว” เฟิ่งจิ่วแนะนำพวกเขา พลางเดินไปยืนข้างเฉินเต้ากับลั่วเหิง ตบไหล่ทั้งสองคน “ตอนอยู่ในยอดเขาซานหยางข้าสนิทกับพวกเขาที่สุดแล้ว โดยเฉพาะศิษย์พี่เฉินเต้า เขาช่วยข้าไว้มากจริงๆ”
คนอื่นยังไม่ทันสังเกตเห็นอะไร กลับเป็นเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่พอเห็นเธอเดินไปข้างๆ สองคนนั้น แล้ววางมือบนไหล่ของพวกเขา ท่าทางสนิทสนม รวมถึงการแตะเนื้อต้องตัวอย่างนั้น ขัดหูขัดตาเขายิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ เขาเดินมายืนข้างกายเฟิ่งจิ่ว กล่าวอย่างจริงจังด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าดึงดูดว่า “แต่ก่อนพวกเขาไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิง ตอนนี้รู้แล้ว ใกล้ชิดกับเจ้ามากเกินไปไม่ดี เจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกเขาตัวแข็งทื่อไปหมดแล้วที่เจ้าเอามือวางบนไหล่พวกเขาเช่นนี้?”
ขณะเตือน เขาดึงมือทั้งสองข้างของเธอที่วางบนไหล่ของทั้งสองกลับมา แล้วดึงเธอไปโอบในอ้อมแขน พามานั่งลงข้างโต๊ะ เพื่อเพิ่มระยะห่างจากสองคนนั้น
เฉินเต้ากับลั่วเหิงที่กำลังจ้องหน้าซั่งกวนหวั่นหรงด้วยความตะลึง ยังไม่ทันรู้สึกตัวว่ามือของเฟิ่งจิ่ววางบนไหล่พวกเขา อีกอย่างก็คือถึงเฟิ่งจิ่วจะเป็นผู้หญิง แต่เพราะเธอใส่ชุดคลุมสีแดง ไม่ได้ใส่ชุดกระโปรงสีแดง กอปรกับแต่ก่อนเคยสนิทกันมาก่อน พวกเขาย่อมมองเธอเป็นผู้ชายอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกประดักประเดิดเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหต