ี่นี่ ไม่รู้ว่านางจะอยู่ข้างในนั้นหรือไม่” ลั่วเหิงบ่นกระปอดกระแปด แล้วพูดอีกว่า “อีกอย่างเจ้าสำนักก็ตายแล้ว ตอนนี้ในสำนักจะต้องวุ่นวายมากแน่ๆ หากตามหานางไม่เจอจริงๆ ข้าว่าพวกเรากลับกันดีกว่า”
“ไม่ ครั้งนี้จะต้องอยู่ที่นี่แน่ๆ” เฉินเต้าพูดอย่างมั่นใจ
ได้ยินเขาพูดอย่างนี้ ลั่วเหิงทำได้เพียงยืนรออยู่ข้างนอก เดิมทีอาจารย์ของเขาให้พวกเขามาตาหาเฟิ่งจิ่วเพื่อเตือนนางให้ระวังตัว เพียงแต่ ยามนี้เจ้าสำนักตายแล้ว อันตรายดังกล่าวน่าจะไม่มีแล้วกระมัง?
คราวนี้หากได้พบหน้า เขากลับไม่รู้จะพูดอะไรดี
ด้านใน กลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่เห็นเหลิ่งหวาเข้ามาคนเดียว ก็หยุดคุยกัน แล้วหันไปมองเขา
“นายท่าน ข้างนอกมีคนจากสำนักโอสถตะวันมาสองคน ชื่อเฉินเต้ากับลั่วเหิง พวกเขาบอกว่ามาหาท่านขอรับ”
ตอนแรกที่ได้ยินว่าเป็นคนจากสำนักโอสถตะวัน เฟิ่งจิ่วยังนึกว่าคนจากสำนักโอสถตะวันตามมาเอาเรื่องถึงที่นี่ แต่พอได้ยินว่าเป็นเฉินเต้ากับลั่วเหิง เธอชะงักเล็กน้อย แล้วรีบบอกว่า “พวกเขาเองหรือ? ให้พวกเขาเข้ามาเถิด! คนรู้จักข้าเอง”
“ขอรับ” เหลิ่งหวารับคำ แล้วหันตัวเดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง
“ใช่คนจากสำนักโอสถตะวันตามมาเอาเรื่องถึงที่เพราะรู้ว่าเป็นฝีมือข้าหรือไม่?” กวนสีหลิ่นถาม กังวลว่าตนเองจะสร้างปัญหาให้เธอ
“ไม่ใช่หรอก” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ บอกว่า “สองคนนี้เป็นสหายของข้าตอนอยู่ในสำนักโอสถตะวัน น่าจะไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น”
เห็นอย่