งไม่เล่าเรื่องให้พวกข้าฟังอีก? คนในสำนักโอสถตะวันไม่รู้หรือว่าเป็นฝีมือของท่าน?”
ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นหัวเราะอย่างมั่นใจ “เสี่ยวจิ่ว เจ้าก็ดูถูกพี่ชายของเจ้าเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าหลายปีมานี้ข้าตรากตรำอยู่ข้างนอกอย่างเสียเปล่าหรือ? หากแม้แต่แค่ลอบฆ่าคนคนเดียวยังทำไม่ได้ ข้าจะอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไรกัน?”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ยืดอก แล้วยิ้มบอกว่า “เจ้ารู้หรือไม่ พี่ชายเจ้าคนนี้ก็มีชื่อเสียงในแวดวงทหารรับจ้างอยู่บ้างแล้ว แค่คนคนเดียว ไม่คณามือข้าหรอก”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วไม่รู้ว่าควรโกรธหรือหัวเราะดี ความสามารถของเขาโดดเด่นเธอย่อมดีใจ แต่พอรู้ว่าเขาออกไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายพวกนั้นเพื่อเธอ เธอก็โมโห และรู้สึกห่วงเขา
หากเขาเป็นอะไรไปจริงๆ เธอจะทำใจได้อย่างไรกัน?
เซวียนหยวนโม่เจ๋อวางถ้วยชาลง มองกวนสีหลิ่นแวบหนึ่ง แล้วบอกกับเฟิ่งจิ่ว “เอาเถิด เขาเองก็ทำไปเพราะความหวังดี เจ้าอย่าตำหนิเขาเลย”
“ข้าไม่ได้ตำหนิเขา ข้าแค่เป็นห่วงเขา” เฟิ่งจิ่วแย้ง หันไปมองกวนสีหลิ่น แล้วกำชับว่า “ท่านพี่ เรื่องอย่างนี้คราวหน้าท่านห้ามทำอีกเด็ดขาก หากท่าจะไปจริงๆ ก็ต้องบอกข้าก่อน ให้ข้าส่งคนไปช่วยท่าน อย่าปิดบังข้าเช่นนี้อีก”
“ได้ๆ ไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว วางใจเถิด!” กวนสีหลิ่นพยักหน้า แล้วหันไปมองทั้งสองคน ถามว่า “ระหว่างทางพวกเจ้าไม่ได้เจอการลอบสังหารอะไรอีกแล้วใช่หรือไม่? สงบสุขตลอดการเดินทางใช่ห