ถลึงตาจ้องกวนสีหลิ่น
ทว่าในตอนนี้เอง ชายวัยกลางคนกลับไม่ต่อบทสนทนากับเขาอีก เพียงครุ่นคิดเงียบๆ เวลานี้ ชายวัยกลางคนที่เดิมทีหลบอยู่ด้านหนึ่งไตร่ตรอง สุดท้ายก็ก้าวออกมา
“ท่านผู้นำตระกูล ข้าน้อยมีเรื่องจะเรียนขอรับ”
ผู้นำตระกูลมองเขาแวบหนึ่ง เห็นว่าเขาเป็นผู้ดูแลที่ติดตามข้างกายน้องชายเขา จึงพยักหน้าอนุญาต ทว่า เมื่อได้ยินคำพูดที่เขากระซิบบอก สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที พลันยกเท้าขึ้นถีบ
“เจ้าโง่! เมื่อครู่เหตุใดไม่พูด? ยังปล่อยให้เขาก่อเรื่องอีก?” เขาด่ากราดด้วยความเดือดดาล ถีบคนออกไปไกลหลายจั้ง เรียกได้ว่าเพลิงโทสะในใจใหญ่โตเพียงใด ก็เห็นได้จากเรี่ยวแรงในการถีบในครั้งนี้
ส่วนชายอ้วนที่อยู่ด้านหนึ่งเมื่อเห็นเข้า ก็อดร้อนตัวไม่ได้ เขามองพี่ชายของตนเองแวบหนึ่ง ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรอีก
ผู้นำตระกูลจ้าวแม้อยากได้หน้า และทะนงตนอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ไม่ใช่คนไร้สมอง เขายังคงแยกแยะความรุนแรงของสถานการณ์และผลที่จะตามมาได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เขาสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่ง แล้วประสานกำปั้นให้กวนสีหลิ่นกับตู้ฝาน “เมื่อครู่ล่วงเกินแล้ว เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เป็นผู้แซ่จ้าวอบรมไม่ดีเอง สร้างความวุ่นวายให้แก่พวกท่าน ผู้แซ่จ้าวขอขมาทั้งสองท่าน ณ ตรงนี้ หวังว่าเรื่องนี้จะแล้วต่อกันเพียงเท่านี้”
กวนสีหลิ่นเองก็ไม่ใช่คนที่ได้คืบจะเอาศอก ในเมื่อเห็นเขาขอโทษ จึงสบตากับตู้ฝานแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน