ืม น่าจะเป็นเขา เขารู้ว่าชายชุดดำพวกนั้นถูกเจ้าสำนักโอสถตะวันส่งตัวมาลอบสังหารเจ้า กอปรกับเห็นข้าอยู่ข้างกายเจ้าแล้ว รู้ว่าเจ้าไม่มีอันตรายหากอยู่กับข้า จึงไปจัดการเรื่องนั้น” เซวียนหยวนโม่เจ๋อวางตะเกียบ แล้วยกสุราขึ้นจิบ นึกไม่ถึงว่ากวนสีหลิ่นจะเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้
สามารถลักลอบเข้าไปในสำนักโอสถตะวันได้ ลอบสังหารเจ้าสำนักโอสถตะวันอย่างไม่ทำให้ใครแตกตื่น แล้วยังล่าถอยออกมาได้อย่างปลอดภัยอีก ความสามารถไม่ธรรมดา
“ทำอะไรซี้ซั้วจริงๆ!” เธอขมวดคิ้ว แววเป็นห่วงปรากฏในดวงตาอย่างปิดไม่มิด
“วางใจเถิด! เขาไม่เป็นไร อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไปหาท่านแม่ของเจ้าแล้ว”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วจึงค่อยวางใจ เริ่มกินอาหารต่อ พลางคิดว่าจะไปรวมตัวกับเขาเร็วๆ
เซวียนหยวนโม่เจ๋อมองออกถึงความกังวลของเธอ จึงบอกว่า “พักผ่อนสักเดี๋ยวแล้วเราก็จะออกเดินทางทันที ระหว่างทางไม่มีเรื่องใดให้เสียเวลาอีกแล้ว ใช้เวลาไม่กี่วันก็ถึง”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า รู้ดีว่ารีบไปก็กลับไม่ถึงบ้านในทันทีอยู่ดี หลังกินข้าวเสร็จ เห็นท้องฟ้ามืดแล้ว จึงพักในเมืองหนึ่งคืน แล้วเตรียมออกเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
ค่ำคืนนั้น เซวียนหยวนโม่เจ๋อเห็นแววกังวลตรงหัวคิ้ว จึงถามว่า “เป็นอะไรไป? มีเรื่องในใจหรือ?”
“อืม ข้ากำลังคิดถึงคำพูดของผู้เฒ่าเทียนจี ท่านว่าเขาหมายความว่าอย่างไร?”
………………………………….