างที่เสื้อขาวพลิ้วไหวเหยียบหิมะไร้ร่องรอยนั่นสิ ช่างเหมาะสมกับคำว่าเทพจุติจริงๆ” เฟิ่งจิ่วจ้องเงาร่างของโม่เฉินที่ห่างออกไป แล้วพูดกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่อยู่ข้างกายอย่างชื่นชม ราวกับไม่รู้ว่าคนข้างกายเมื่อได้ยินคำพูดของเธอแล้วหน้าบึ้งไปทันที
เซวียนหยวนโม่เจ๋อเหลือบมองเงาร่างที่ห่างออกไป “เทพเซียนหรือ? ไม่รู้สึก มองอย่างไรก็เป็นเจ้าหน้าอ่อนคนหนึ่ง” พูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ เขาก็หมุนตัวเดินเข้าไปในเรือนไผ่
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยี หันไปพูดกับฮุยหลางที่อยู่ข้างหลัง “เจ้าดูเวลานายท่านของเจ้าหึงหวงสิ สนุกดีใช่หรือไม่?”
ฮุยหลางยิ้มกว้าง รีบพยักหน้า “สนุกขอรับๆ ภูตหมอ มีแค่ท่านคนเดียวที่ทำให้นายท่านของข้าหึงหวงได้ เมื่อครู่ข้ายังพูดกับอิ่งอีอยู่เลยว่า พอนายท่านหึงหวงเมื่อใดก็ไม่เหลือภาพพจน์ปราดเปรื่องเผด็จการอีกเลย กลายเป็นคนออดอ้อน…”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่ตอนแรกเดินเข้าเรือนไผ่ไปแล้ว เดินออกมาด้วยสีหน้าอับอายระคนขุ่นเคือง สายตาคมปลาบแฝงแววโกรธเกรี้ยวตวัดมองมาที่เขา จนเขาตกใจไม่กล้าพูดต่ออีก ทำได้เพียงยิ้มแห้งประจบประแจง
“ฮะๆ นะ นายท่าน”
“เจ้าว่างมากหรือ? มีพลังเหลือล้นมากใช่หรือไม่? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไปกวาดหิมะบนถนนภูเขาเส้นที่เราเดินมาให้สะอาด ไปเสีย!” เซวียนหยวนโม่เจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“หา? นายท่าน ไม่ต้องกระมังขอรับ?” เขาทำท่าห่อเหี่ยว ถนน