บสายลม กระทบโสตประสาทของพวกเขา
“เป็นบุญมิใช่เคราะห์กรรม เป็นเคราะห์กรรมมิอาจหลีกเลี่ยง หากหงส์ไฟจักนิพพาน จำต้องแผดเผาตนเองแล้วฟื้นคืนชีพ…”
ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เฟิ่งจิ่วรู้สึกไม่สบายใจ ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย เหมือนว่าคนที่มีวิชาโหราศาสตร์ และทำนายชะตาเป็น จะชอบพูดทิ้งท้ายไว้ให้คิด พูดอย่างนี้ ไม่พูดเลยจะทำให้พวกเขารู้สึกดีกว่า
ผู้เฒ่าเทียนจีไม่ใช่คนธรรมดา ในเมื่อเขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าจะต้องมีเหตุผลแน่นอน แต่มันเรื่องอะไรกันแน่?
โม่เฉินเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มๆ “พวกเจ้าอย่าถือสาเลย อาจารย์ข้าก็เป็นเช่นนี้ พวกเจ้ามาไกล พักที่นี่ก่อนเถิด!” พูดจบ เขาก็ทำท่าผายมือให้พวกเขาสองคนไปข้างหน้า
เดิมทีเซวียนหยวนโม่เจ๋อไม่อยากพักที่นี่ แต่พอนึกได้ว่าเฟิ่งจิ่วเดินทางลำบากมาตลอดเส้นทาง จึงไม่ได้เอ่ยคัดค้าน เพียงจูงมือเธอเดินไปข้างหน้า
“ไม่ต้องคิดมากไป ตาเฒ่าเช่นนี้มักชอบทำตัวมีลับลมคมใน” เขาบอกเสียงนุ่มนวล ไม่อยากให้เธอคิดมากเพราะคำพูดของผู้เฒ่าเทียนจี
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่ตอนแรกยังคิดอยู่ว่าเป็นเรื่องใดกันแน่ พอได้ยินเขาเรียกผู้เฒ่าเทียนจีว่าตาเฒ่า ก็อดยิ้มไม่ได้ หัวใจที่หนักอึ้งในตอนแรกพลันผ่อนคลายลงหลายส่วน หัวเราะแล้วถลึงตามองเขาอย่างไม่เห็นด้วย
“นั่นเป็นถึงผู้เฒ่าเทียนจี จะเรียกคนอื่นเขาว่าตาเฒ่าได้เช่นไร? ไร้มารยาทเกินไปแล้ว” พูดจบ ก็หันไปยิ้มขอโทษโม่เฉินที่อยู่ด้านหนึ่ง
โม่เฉินที่ได้ยินอาจารย์ของตนเอ