นไปหยิบหมอนหยกที่หล่นอยู่ข้างรถม้าขึ้นมาเช็ดให้สะอาด แล้วจึงค่อยตามอาจารย์ของนางจากไปท่ามกลางราตรี
ประมาณครึ่งเดือนต่อมา เซวียนหยวนโม่เจ๋อกับพวกเฟิ่งจิ่วมาถึงตีนเขาภูเขาสวรรค์ ทอดมองออกไป เห็นแต่หิมะสีเงินปกคลุมไปทั่ว ไม่เห็นพืชสีเขียวแม้แต่น้อย
ภูผาสวรรค์มีอีกชื่อหนึ่งคือภูเขาหิมะ ในที่แห่งนี้ อากาศหนาวเย็นเสียดกระดูก แต่บนยอดเขาภูผาสวรรค์ กลับเป็นอีกดินแดนหนึ่ง
“ฮู่ว หนาวมาก” เฟิ่งจิ่วพ่นลมร้อนออกมา ถูฝ่ามือสองข้างแล้วพึมพำ
“ที่นี่หิมะตกทั้งปี อากาศหนาวกว่าที่อื่นหลายเท่า หากเจ้ารู้สึกว่าหนาวก็ขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างเถิด” ขณะพูด เขาดึงเธอไปโอบ แล้วใช้เสื้อคลุมกันลมห่อตัวเฟิ่งจิ่วเพื่อกันอากาศหนาวให้เธอ
ฮุยหลางกับอิ่งอีตามมาข้างหลัง ต่างก็ถูฝ่ามือเป็นระยะ “ที่หนาวๆ เช่นนี้ ผู้เฒ่าเทียนจีอยู่ไปได้อย่างไรกันนะ?”
อิ่งอีเหลือบมองฮุยหลางแวบหนึ่ง แล้วบอกว่า “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่ามีเขตอาคมอยู่? ผู้เฒ่าเทียนจีเป็นใคร? หากเขาวางเขตอาคม ก็ย่อมมองข้ามอากาศหนาวๆ นี้ไปได้ อีกอย่าง เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าที่ที่ผู้เฒ่าเทียนจีอยู่สี่ฤดูเหมือนวสันตฤดู?”
“โม่เฉินเหมือนจะอยู่ที่นี่ด้วย”
เฟิ่งจิ่วมองไปยังถนนภูเขาเบื้องหน้า จู่ๆ ก็โพล่งประโยคนี้ออกมา ไม่เห็นเลยว่าเพราะคำพูดที่พูดออกมาโดยไม่ใส่ใจของเธอเมื่อครู่ ทำให้ผู้ชายข้างกายหน้าบึ้งขึ้นมาทันทีเพราะความหึงหวง
“เจ้าหน้าอ่อนคนนั้นมีอะไรให้ค