าอาหารไว้บนโต๊ะนอกห้องครัว ก่อนจะไปหาคนที่ชื่อกวนสีหลิ่น
กวนสีหลิ่นที่กำลังหลับตาฝึกวรยุทธ์ได้ยินเสียงฝีเท้า จึงผ่อนลมหายใจเบาๆ แล้วลืมตาขึ้น เห็นหญิงสาวท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เหมือนลังเลว่าจะเดินเข้ามาดีหรือไม่ ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเขา
เขาชะงักไปเล็กน้อย รับไปอ่าน เห็นเพียงบนนั้นเขียนไว้ว่า “พี่ใหญ่กวน กินข้าวได้แล้ว” เห็นตัวหนังสือบนกระดาษ เขาตะลึงเล็กน้อย ถึงอย่างไรแม่นางน้อยผู้นี้ก็ขี้กลัวมาก เสี่ยวจิ่วก็ไม่อยู่ที่นี่ด้วย เขานึกว่านางจะต้องหลบหน้าเขาไม่ยอมเข้าใกล้แน่
ด้วยเหตุนี้ เขายิ้มๆ ลุกขึ้นแล้วบอกว่า “ได้ ไปกินข้าวกัน!” เขาทำไม้ทำมือ เห็นนางกลืนน้ำลายผงะถอยหลังเล็กน้อย จึงยิ้มกว้าง สาวเท้ายาวๆ ออกเดินนำไปที่ห้องครัวก่อน
ต้วนอิ๋งอิ๋งหวาดหวั่นในใจ เพราะคนคนนั้นตัวใหญ่เหมือนหมี ดูน่ากลัวมาก
เพราะไม่ค่อยชินกับการอยู่กับเขาเพียงลำพัง นางจึงเดินอ้อมไปทางห้องของเฟิ่งจิ่ว อยากรู้ว่าเธอออกมาหรือยัง ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นเฟิ่งจิ่ว นางก็รู้แล้วว่าเธอเป็นผู้หญิง เพราะบนตัวของเธอมีกลิ่นหอมจางๆ ที่มีเฉพาะผู้หญิง
เห็นประตูห้องเฟิ่งจิ่วยังไม่เปิดออก นางชะงักเล็กน้อย แล้วเดินไปทางห้องครัว ทว่าพอนางมาถึงห้องครัวแล้วเห็นภาพตรงหน้า กลับต้องยืนตะลึงตาค้างอยู่ด้านหนึ่ง
กวนสีหลิ่นกินอาหารบนโต๊ะจนหมดด้วยความเร็ว เพราะเขาเห็นว่าตรงนี้มีถ้วยกับตะเกียบวางอยู่ชุดเดียว จึงนึกว่าเป็นอาหารที่มีไว้ให้เขา