่งเจ้าบ้านมองอย่างพิจารณาเสร็จ ก็เปิดปากถาม
“ข้าชื่อกวนสีหลิ่น” เขานั่งลง วางดาบลงด้านหนึ่ง หยิบน้ำชาที่คนรับใช้ยกมาให้ขึ้นมาจิบล้างคอ จึงค่อยถาม “เจ้าเมืองต้วน ไม่ทราบตอนนี้น้องชายข้าอยู่ที่ใด?”
เจ้าเมืองต้วนได้ยิน สายตาไหวระริกเล็กน้อย ถามว่า “ท่านบอกว่าแซ่กวนหรือ”
ได้ยินอย่างนั้น กวนสีหลิ่นก็รู้แล้วว่าเขาเข้าใจผิด จึงหัวเราะเสียงดัง แล้วอธิบายว่า “ข้ากับเขาเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ย่อมแซ่ไม่เหมือนกัน เจ้าเมืองต้วนไม่ต้องห่วง ข้าไม่นับผู้ใดเป็นน้องชายส่งเดชอยู่แล้ว”
“อ้อ? เช่นนั้นไม่ทราบว่าน้องชายท่านแซ่อะไร” เขาถามอีก
เห็นอย่างนั้น กวนสีหลิ่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มอย่างมีความนัยแฝง “เขาแซ่เฟิ่ง ฉายาภูตหมอ หากเจ้าเมืองต้วนไม่เชื่อ ให้เขามาพบข้าก็ได้ เท่านี้ก็รู้แล้วว่าข้าไม่ได้โกหก”
ได้ยินอย่างนั้น เจ้าเมืองต้วนเชื่อไปแล้วเจ็ดส่วน ท่าทีเป็นมิตรขึ้นมาทันที “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ โปรดอภัยที่ข้าเสียมารยาท สหายกวนเชิญทางนี้ ข้าจะพาท่านไปพบคุณชายเฟิ่ง”
“รบกวนแล้ว” กวนสีหลิ่นหยิบดาบเล่มใหญ่ขึ้นมา แล้วประสานมือคารวะ เดินตามข้างกายเขาออกไปข้างนอก
“ท่านเจ้าเมือง” พ่อบ้านขานเรียก ก้าวเข้ามากระซิบกับเขาสองสามประโยค ไม่รู้ว่าพูดอะไร
เห็นเจ้าเมืองฟังพ่อบ้านกระซิบเสร็จ ก็หันมามองกวนสีหลิ่นที่อยู่ข้างกายอย่างขอโทษ “สหายกวน ข้ามีเรื่องต้องไปสะสาง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ข้าให้พ่อบ้านพาเจ้าไปแทน”