ครู่ตอนที่เธอเพิ่งเข้ามา ถึงได้ไม่รู้สึกว่ามีคนอยู่ในนี้
เหลือบมองยาทิพย์ที่อยู่ตรงหน้าหญิงสาวแวบหนึ่ง เธอประคองคนออกจากสวนดอกไม้ มาที่ศาลาข้างนอก เห็นบนโต๊ะยังมีกระดาษและดินสอถ่านวางอยู่ บนกระดาษเป็นรูปที่ยังวาดไม่เสร็จ
หยิบยาออกมาจากห้วงมิติหนึ่งขวด เปิดฝาแล้วยื่นไปให้หญิงสาวดม ไม่นาน ก็เห็นหญิงสาวค่อยๆ ได้สติ
เฟิ่งจิ่วเก็บขวดยา หยิบดินสอถ่านเขียนบนกระดาษสีขาว “ตื่นแล้วหรือ เมื่อครู่เจ้าเป็นลมไป เป็นเพราะดมกลิ่นหอมของดอกลำโพงม่วงมากเกิน ดอกลำโพงม่วงดมมากเกินไปไม่ได้ ต่อไปต้องระวังด้วย”
หญิงสาวมองเฟิ่งจิ่วที่สวมชุดแดงทั้งตัวที่อยู่ตรงหน้า ด้วยแววตาตกใจ ทำหน้าสงสัยและประหลาดใจ นางมองหน้าเฟิ่งจิ่ว แล้วหันไปมองกระดาษที่เฟิ่งจิ่วยื่นมาให้ ครั้นเห็นข้อความบนนั้น หญิงสาวแย้มยิ้มอ่อนหวาน พยักหน้าให้เฟิ่งจิ่ว รับกระดาษกับดินสอไป แล้วเขียนตอบสองประโยค
“ขอบคุณเจ้ามาก เจ้าช่างรูปงามนัก”
เห็นข้อความบนกระดาษ เฟิ่งจิ่วพยักหน้ายิ้มๆ เขียนตอบบนกระดาษอีกว่า “หลายวันก่อนข้าเคยเจอผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนเจ้า พวกเจ้าเป็นฝาแฝดกันกระมัง”
หญิงสาวยิ้มกว้างราวกับดอกไม้บาน เขียนตอบว่า “นางเป็นน้องสาวของข้า”
ด้วยเหตุนี้ เฟิ่งจิ่วจึงได้นั่งพูดคุยกับหญิงสาวคนนี้ในศาลาข้างสวนดอกไม้ผ่านการใช้ดินสอและกระดาษ เพราะเธอรู้จากการจับชีพจรว่าหญิงสาวพูดไม่ได้ และไม่ได้ยินด้วย…
กระทั่งฟ้าเริ่มมืด คนในจวนเจ้าเมืองแทบควานหาท