ิตอย่างเดียวดายโดยไม่มีใครรู้ อยู่ในสวนแห่งนี้ ไม่เคยได้ก้าวเท้าออกจากจวนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่เคยได้ยินเสียงธรรมชาติอันสวยงามของโลกใบนี้ ไม่เคยได้เอ่ยเสียงพูดออกไปแม้แต่คำเดียว
คนสองคน มีใบหน้าเดียวกัน แต่กลับมีชะตากรรมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“คุณชายเฟิ่ง?”
เสียงของเจ้าเมืองต้วนดังมา เธอหันไปมองผู้มา เห็นเพียงเขาก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตะลึงเล็กน้อย มองดูอาหารเรียบง่ายทว่าประณีตสองสามอย่างบนโต๊ะ ก็พูดด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดคุณชายเฟิ่งจึงมาอยู่ที่นี่ได้” มาดูดอกหลิงหลงเจ็ดสีหรือ เขารู้ได้อย่างไรว่าดอกหลิงหลงเจ็ดสีปลูกไว้ในสวนแห่งนี้
“ข้าหลงเข้ามาในสวนของคุณหนูใหญ่ต้วน ประกอบกับรู้สึกหิวอยู่พอดี คุณหนูใหญ่ต้วนจึงเชิญข้ากินข้าวด้วย ท่านเจ้าเมือง กินด้วยกันหรือไม่” มุมปากของเธอฉาบรอยยิ้มบาง มองดูเจ้าเมืองต้วนที่ยืนอยู่ด้านหนึ่ง
ได้ยินอย่างนั้น เขาหันไปมองลูกสาวที่ลุกจากโต๊ะไปยืนอยู่ด้านหนึ่ง เผยรอยยิ้มออกมา แล้วพยักพเยิด “นั่ง อย่ามัวยืนอยู่”
จากนั้นก็สั่งให้พ่อบ้านที่ตามหลังมาไปเอาถ้วยกับตะเกียบมาเพิ่มหนึ่งชุด พลางนั่งลง “ข้าเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ในเมื่อคุณชายเฟิ่งกินข้าวที่นี่ ข้าก็ย่อมต้องร่วมโต๊ะด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ อาหารไม่กี่อย่างนี้ธรรมดาเกินไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ข้าให้คนไปเตรียมอาหารอีกสามสี่อย่างยกมาส่งที่นี่”
“ไม่ต้องลำบาก อาหารพวกนี้ก็เพียงพอแล้ว” เฟิ่งจิ่วบอก แล้วหันไปยิ