านนั้น
“เข้าไปในหมู่บ้านแล้วเจ้าอย่าพูดอะไร คนอื่นจะได้ไม่ตกใจ” เฟิ่งจิ่วกำชับ
“ขอรับ ข้ารู้แล้ว”
มันรับคำ แล้วปิดปาก วิ่งตามถนนเข้าไปในหมู่บ้าน เห็นชาวบ้านที่ตื่นแต่เช้าตรู่บ้างก็แบกจอบ บ้างก็หามถังน้ำสองใบออกจากบ้าน หลังคาบ้านบางแห่งมีควันลอยขึ้นฟ้า ดูก็รู้แล้วว่ากำลังทำอาหารเช้า
เฟิ่งจิ่วกระโดดลงจากหลังม้า จูงเหล่าไป๋มาหน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเคาะประตู “มีคนอยู่หรือไม่”
ประตูไม้เรียบง่ายเปิดออกพร้อมกับเสียงดังแอ๊ด หญิงชรานางหนึ่งเดินออกมาเปิดประตู เห็นเฟิ่งจิ่วในชุดแดงที่ใบหน้าหล่อเหลาดุจเทวดาก็อึ้งงัน ถามด้วยน้ำเสียงระแวงเล็กน้อย “คุณชายท่านนี้ มีเรื่องใดหรือ”
เห็นว่าเป็นหญิงชรา เธอจึงยิ้มแล้วถามว่า “ผู้อาวุโส ข้าเดินทางผ่านมา อยากพักที่นี่สักหน่อย ไม่ทราบว่าได้หรือไม่”
“ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ในบ้านเรียบง่ายธรรมดา คุณชายไม่รังเกียจจึงจะดี” หญิงชราตอบ พลางเปิดประตูเชิญเฟิ่งจิ่วเข้าไป เห็นเฟิ่งจิ่วจูงม้ามาหนึ่งตัว ก็บอกว่า “คุณชาย ม้าตัวนี้ผูกไว้กับเสาไม้หน้าประตูก็ได้”
“ขอรับ” เธอรับคำ แล้วผูกเหล่าไป๋ไว้กับเสาไม้หน้าประตู ตบหัวมันเบาๆ สองทีแล้วกำชับสองสามประโยค จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านไม้
“คุณชาย ในบ้านไม่มีของดีอะไร คุณชายโปรดอย่างรังเกียจ กินแก้ขัดสักหน่อย” หญิงชรายกข้าวต้มถ้วยเล็กๆ มาให้เฟิ่งจิ่ว แล้วยังมีผักกับแกล้มที่ดองด้วยตนเอง และแป้งทอดฟักทองอีกสองชิ้น
เห็นอาหารพื้นบ้านเหล่