ิ่งจิ่ว “พวกเราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ”
“อืม” เธอรับคำ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ท่านแม่ของเธอ จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับเขา แล้วไปนั่งในสวน
“นายท่าน กินอะไรหน่อยเถิด! ท่านไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว” เหลิ่งหวาฉวยโอกาสนี้ยกโจ๊กที่เพิ่งต้มเสร็จมาวางบนโต๊ะในสวน คนอื่นต่างก็ถอยออกไปแล้ว มีแค่เขาที่รออยู่ตรงนี้
“กินก่อนเถิด!”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อตักโจ๊กให้เธอหนึ่งถ้วย พลางบอกว่า “เจ้าหมดสติไปสองวันจึงไม่รู้ว่า ข้างนอกข่าวแพร่ออกไปแล้ว สำนักโอสถตะวันถูกเจ้าก่อความวุ่นวายเช่นนี้ เสียหายหนักไม่น้อย อย่าหวังว่าจะกลับไปมีชื่อเสียงดีๆ เหมือนในอดีตได้ในเร็ววันเลย”
เฟิ่งจิ่วรับโจ๊กไปตักกินหนึ่งคำ ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ถามด้วยความแปลกใจ “ค่ายกลใหญ่ปกป้องสำนักนั่นปิดได้อย่างไร? ท่านรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ที่ไหน? ยังมีอีก เสียงคนพูดตอนหลังนั่นเป็นเสียงใคร?”
“เมื่อก่อนเพราะร่างกายของข้าถูกพิษเหมันต์ ฉะนั้นจึงเคยขึ้นเขาไปสำนักโอสถตะวันมา ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ค่ายกลใหญ่ปกป้องสำนักของพวกเขา ข้าย่อมรู้ว่าอยู่ที่ใด อีกอย่าง บรรพจารย์อาวุโสที่นั่นก็รู้จักข้า หากไม่ใช่เพราะบรรพจารย์อาวุโสเหล่านั้นเคยช่วยข้าไว้ จึงถือว่ามีบุญคุณ คนในสำนักโอสถตะวันทำเจ้าเจ็บถึงขนาดนี้ ข้าคงฆ่าพวกเขาไปแล้ว!”
พอพูดถึงเรื่องนี้ รอบตัวเซวียนหยวนโม่เจ๋อก็มีไอเย็นปรากฏอีกครั้ง ตอนที่เขาเห็นแผลตรงหัวไหล่ของเฟิ่งจิ่ว เขามีความคิดจะฆ่าคนแล้วด้