เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นยิ่งไม่กล้าสู้หน้าท่าน เพราะละอายใจต่อท่านนัก”
คนจากตระกูลเฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยิน ก็รู้สึกเปรี้ยวฝาดในใจเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหันไปมองผู้อาวุโสสูงสุดแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตา
ส่วนลั่วเหิงที่อยู่ด้านหนึ่งมุมปากกระตุก พักนี้ล้วนเป็นเขากับตนเองช่วยกันดูแลเฉินเต้างั้นหรือ? เขาดูแลอยู่คนเดียวแท้ๆ อีกอย่าง เมื่อวานเฉินเต้าร้องไห้คร่ำครวญงั้นหรือ? จนถึงตอนนี้เฉินเต้ายังหลับสนิทเหมือนหมู เดาว่าโดนขายก็ยังไม่รู้ตัว อีกอย่าง เมื่อวานเขามาเสียที่ไหนกัน ช่างไร้สาระเสียจริง อ้าปากก็พูดเหลวไหลแล้ว
เขาไม่เคยรู้เลยว่าเฟิ่งจิ่วพูดจาไร้สาระเก่งถึงเพียงนี้ ดูสิเล่นเอาพวกผู้อาวุโสสูงสุดตะลึงงันเลย ท่าทางเหมือนทำตัวไม่ถูก
ลั่วเหิงครุ่นคิดในใจ ผู้อาวุโสสูงสุดได้ยินเฟิ่งจิ่วพูดอย่างนั้น ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง นึกประหลาดใจเล็กน้อย เห็นเด็กหนุ่มพูดเรื่องเหล่านั้นด้วยใบหน้าตื้นตัน เขากลับไม่คิดว่าเด็กหนุ่มพูดไปเรื่อย เพราะปกติยามอยู่ในสำนัก เฉินเต้าเคารพเขามากจริงๆ
ในตอนนั้น เขาลังเลเล็กน้อย
หากตอนนี้ส่งตัวเขากลับไปโดยไม่สนใจคำร้องขอของเขา เช่นนั้นเขาจะไม่ดูเป็นคนแล้งน้ำใจ และเย็นชาไร้ความรู้สึกหรือ?
ในตอนนี้เอง จู่ๆ เฟิ่งจิ่วก็หันมา ถามว่า “ใช่แล้วศิษย์พี่ลั่ว ศิษย์พี่เฉินบอกว่าอยากอยู่ที่นี่สักสองเดือนแล้วค่อยกลับไป ท่านบอกผู้อาวุโสสูงสุดหรือยัง?”
“หา? บะ บอกแล้ว” เขาอ้ำอึ้ง แล้วตอบ สายต