นั้นจะต่ำช้าเพียงใดก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษา’ แต่สตรีผู้นี้กลับเข้าใจเป็นอีกอย่าง ‘ไม่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิ์ได้รับการศึกษา และการศึกษาจะขจัดความแตกต่างระหว่างบุคคลไปได้’
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังสามารถเข้าใจถึงการวางแผนที่ยอดเยี่ยม และทำลายกฎเกณฑ์เก่าในใจของเขาจนหมดสิ้น
ถูกต้องแล้ว นักปราชญ์ที่เขาเคยได้พบในอดีตถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประเภทแรกคือ ‘คนฉลาด’ และอีกประเภทคือ ‘คนซื่อ’
คนฉลาดจะถูกแบ่งออกเป็น ฉลาดอย่างแท้จริงและโง่เขลา
บุคคลฉลาดที่แท้จริงไม่ได้ร่ำเรียนเพื่อสอบเคอจวี่ พวกเขาเข้าใจว่า ‘ยามบ้านเมืองลำบาก ขุนนางต้องเป็นผู้กังวลก่อนใคร ยามชาติสุขสงบ ขุนนางต้องเป็นผู้มีความสุขหลังทุกคน’ หรือไม่ก็จะเลือกเรียนเพียงเพราะชื่นชอบการอ่านเท่านั้น
หากเป็นไปตามประการแรก สามารถสอบเคอจวี่เป็นขุนนางได้ ส่วนประการหลังสามารถเป็น ‘ปราชญ์’ ได้
ด้วยสองอย่างนี้ ผลลัพธ์จะไม่เลวร้ายนัก
ส่วนพวกที่โง่เขลา เมื่อพวกเขาสามารถสอบเคอจวี่แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการ ‘ช่วยเหลือประชาชน’
บางคนรับใช้ประชาชนมาทั้งชีวิต เป็นขุนนางสร้างคุณงามความดีแก่บ้านเมือง แต่ขณะที่บางคนริเริ่มเดินเส้นทางผิดเพี้ยน เมื่อก้าวแรกผิดพลาด ก้าวสองย่อมผิดพลั้ง จึงเป็นการทำร้ายผู้อื่นและตนเองไปโดยสมบูรณ์
ส่วนพวก ‘โง่เขลา’ คือพวกที่อ่านหนังสือไม่เก่ง แบ่งออกเป็นพวกที่อยากอ่าน และไม่ต้องการอ่าน
หากคนผู้นั้นเพียงอยากอ่าน แต่อ่านไม่เก