่ง ก็จะเป็นได้เพียงผู้รู้วิธีการอ่าน แต่ไม่อาจเข้าใจเนื้อความ
ไม่ว่าพวกเขาจะอ่านตำรามากกี่เล่มก็ไร้ประโยชน์ แทนที่จะได้รับความรู้ แต่กลับโง่เขลาลง
ส่วนบุคคลที่ไม่อยากเล่าเรียน ไม่ใช่ว่าไม่ฉลาด แต่เพียงไม่ต้องการใช้ความรู้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ คนจำพวกนี้จะเก่งกาจ ‘ทักษะด้านเดียว’
เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนที่ฉลาดจริง ๆ ผู้เฒ่าสวีต้องการให้ส่วนที่เหลือนี้เป็นตัวเขา เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว และสิ่งนี้จะทำให้ประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาพยายามสิ่งใดอย่างไร้ประโยชน์ และไม่เป็นการสร้างบุคคลที่โง่เขลาแต่ขยันอีกด้วย
แน่นอนว่าทั้งหมดที่เขานึกคิดเป็นเพียง ‘ทฤษฎีส่วนตัว’ จึงไม่มีหลักฐานใดมารองรับ
หากกล่าวให้ชัดเจนนั้นหมายความว่า ทั้งหมดเป็นความเข้าใจของเขาเพียงผู้เดียว
เวลานี้อาจารย์สวีเอ่ยปากด้วยความตื่นเต้นว่า “เจ้าตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไรหรือ?”
“ข้าหรือ?” เย่อวี๋หรานผู้เฝ้ารอการโต้วาทีไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามเช่นนี้ นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “ข้าคิดเช่นนี้ได้อย่างไร… ข้าจะบอกอย่างไรดี ในบทความเรื่องหนึ่ง ทุกคนก็จะตีความได้ไม่เหมือนกันมิใช่หรือ?”
“อะไรนะ?”
“การตีความ”
“คือสิ่งใด?”
“เป็นเพียงคำขยาย ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้น ความหมายของมันก็คือ… ตำราหนึ่งเล่มมีผู้อ่านนับหมื่นนับพัน และทุกคนย่อมมีความเข้าใจในแบบฉบับของตนเอง นี่เป็นเรื่องปกติทั่วไป” เย่อวี๋