หมือนจะสนิทกับเขามากกว่าคนอื่น”
ได้ยินอย่างนั้น ซั่งกวนหวั่นหรงยิ้ม คิ้วและดวงตาปรากฏแววสุขใจและอ่อนโยน “ใช่เจ้าค่ะ! เด็กคนนี้เป็นเด็กดีมาก”
เห็นแววอ่อนโยนและรอยยิ้มในดวงตาของนาง เขาลอบประหลาดใจเล็กน้อย หยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง “ใช่แล้ว หลังจากมอบยาสามชนิดนั้นให้ท่านอาจารย์แล้ว พักนี้เจ้าก็อย่าไปพบท่านอาจารย์ตามลำพังดีกว่า”
ได้ยินคำพูดนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าซั่งกวนหวั่นหรงจางหายไป นางเอียงคอมองต้วนมู่ไป๋ หยุดเดินแล้วถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรู้อะไรมาใช่หรือไม่? ไม่คิดจะบอกข้าจริงหรือเจ้าคะ?”
ต้วนมู่ไป๋ถอนหายใจ “ไม่ใช่ข้าไม่ยอมบอกเจ้า แต่ข้าไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน แล้วก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร” เขาส่ายหน้า บอกว่า “ข้าเพียงหวังว่ากลับยอดเขาไปแล้วเจ้าจะรอบคอบ และระวังตัวสักหน่อย”
“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว” นางรับคำ แล้วเดินหน้าต่อ
ต้วนมู่ไป๋มองนางแวบหนึ่ง เดินตามมาอยู่ข้างนาง บอกว่า “ต่อไปหากเจ้าจะไปพบท่านอาจารย์ก็เรียกข้าด้วย”
ซั่งกวนหวั่นหรงยิ้มๆ ไม่ได้ตอบรับ เพียงหันไปมองทางเข้ายอดเขาชั้นเก้า นัยน์ตาไหวระริกเล็กน้อย ถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านว่า ตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังทำอะไรอยู่? เขา จะอยู่ในยอดเขาหรือไม่?”
“ท่านอาจารย์มักเก็บตัวฝึกหลอมยา ไม่ค่อยออกไปข้างนอก หากไม่อยู่ในยอดเขา จะอยู่ที่ใด?” เขามองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย รู้สึกว่านางถามแปลกๆ
“ก็จริง ไม่อยู่บนยอดเขา แล้วจะไปอยู่