นเสียง เธอก็รีบวิ่งออกไป
“อ้าว เจ้า…” ซั่งกวนหวั่นหรงยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเฟิ่งจิ่วรีบวิ่งออกไปแล้ว จึงทำได้เพียงนั่งบนก้อนหินแล้วรอเขากลับมา
เวลาประมาณหนึ่งก้านธูปผ่านไป ซั่งกวนหวั่นหรงที่กำลังดื่มน้ำก็เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวมือหนึ่งจับไก่ป่าสองตัว อีกมือหิ้วกิ่งไม้แห้งกลับมาด้วยหนึ่งมัด เธออึ้ง ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา
“อาจารย์อาซั่งกวน ท่านนั่งเถิดขอรับ เรื่องพวกนี้ข้าทำเอง” เฟิ่งจิ่วยิ้มกว้าง บอกนางว่าไม่ต้องช่วย
ซั่งกวนหวั่นหรงเดินมาข้างกายเฟิ่งจิ่ว รับกิ่งไม้แห้งมัดนั้นไปจากมือเฟิ่งจิ่ว แล้วถามด้วยความแปลกใจ “ตลอดทางที่เดินมาก็ไม่เห็นมีไก่ป่า เจ้าจับมาได้อย่างไร?” ไก่ป่าชนิดนี้วิ่งเร็ว หากไม่เร็วพอก็จับไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในป่าอย่างนี้
“จับไก่ป่าสองตัวไม่เห็นมีอะไรยาก? ปกติข้ามักอยู่คนเดียวข้างนอก เรื่องบางเรื่องก็ทำจนชินแล้ว มีประสบการณ์น่ะขอรับ” เธอยิ้มตาหยีแล้วบอก ให้นางไปนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนตัวเองก็เริ่มลงมือจัดการ
ไม่นาน เธอหยิบกิ่งไม้มาจุดไฟ จากนั้นก็เอาไก่ป่าสองตัวที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมาย่างไฟ พลางยิ้มบอกว่า “อาจารย์อา ท่านรอชิมฝีมือข้าได้เลยขอรับ! ยาเลี่ยงความหิวอะไรนั่น จะอร่อยเหมือนเนื้อพวกนี้ได้อย่างไรกัน?”
ได้ยินเช่นนั้น ซั่งกวนหวั่นหรงยิ้มบางๆ หยิบกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่เสียบไก่ป่าไว้ไปจากมือเฟิ่งจิ่ว “ข้าช่วย” เธอมองไก่ป่าถูกย่างอยู่กลางเปลวไฟ มองดูเด็กหนุ่