อะ! ไอ้คนขี้ขลาด”
เฉินเต้าหัวเราะหยัน ไม่สนใจเขาอีก และแน่นอนว่าไม่ได้เก็บคำพูดของพวกเขามาใส่ใจอยู่แล้ว มองดูกลุ่มของพวกเขาจากไป เขาหันกลับมา ก็เห็นทุกคนมองเขาด้วยสายตาหวาดหวั่น จึงถามว่า “เป็นอะไรไป? ทำไมพากันมองข้าเช่นนี้? เห็นข้าเป็นตัวกินคนหรืออย่างไร?”
ทุกคนได้ยินความคิดนี้ของเขา ก็ละสายตาออกไปเงียบๆ ไม่มองเขาอีก
เฟิ่งจิ่วที่เห็นอย่างนั้นก็สงสัย เห็นเขาเดินเข้ามา จึงถาม “ศิษย์พี่เฉิน เมื่อกี้คนพวกนั้นดูเหมือนจะกลัวท่านมาก?”
“ฮ่าๆๆๆ”
เฉินเต้าแหงนหน้าหัวเราะ แรงกดดันแผ่กระจายออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ดังก้องไปทั่วป่าลึก เห็นเพียงเขาใช้มือหนึ่งเท้าสะเอว อีกมือลูบหนวดเลขแปดแล้วหัวเราะ “แน่นอน เจ้าไม่ลองคิดดูเล่าว่าข้าเฉินเต้าเป็นใคร? พวกเขาเห็นข้าแล้วมีหรือจะไม่หลีกทางให้ข้า ไม่เกรงใจข้า?”
เวลานี้เอง ลั่วเหิงก้าวเข้ามา กระซิบบอกเฟิ่งจิ่วที่กำลังทำหน้าสับสนว่า “เขามีประวัติดำมืดมาก่อน ยาที่หลอมขึ้นมาเรียกได้ว่าไม่ใช่ยาทิพย์ แต่เป็นยาพิษ คนในสำนักเคยเดือดร้อนเพราะเขามาแล้วหลายคน ฉะนั้นก็เลยพากันหลีกเลี่ยงเขา”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วจึงถึงบางอ้อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้เอง!
เฉินเต้าที่ย่ามอกย่ามใจมองกลุ่มคนที่กำลังกระซิบกระซาบกันแวบหนึ่ง แล้วตะโกนสั่ง “รีบพักผ่อนๆ ตกค่ำเมื่อใดเราก็จะเข้าสู่รอบในแล้ว ระหว่างนี้เดินไปรอบๆ ได้ แต่จำไว้ว่าอย่าไปไกลนัก จะได้ไม่หลงกับคนกลุ่มใหญ่”
ได้ยินอย่าง