อะไรก็พูดมา
“กลุ่มเราควรมีหัวหน้าสักคน ข้าแซ่เจี่ยแม้จะไม่ได้เก่งกาจ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองมีคุณสมบัติเหนือกว่าทุกท่านมาก ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม ให้ข้าเป็นก็แล้วกัน!”
“พรวด!”
เฉินเต้ายังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินลั่วเหิงหลุดหัวเราะก่อนแล้ว
“เจ้าหัวเราะอะไร?” ชายแซ่เจี่ยผู้นั้นมองลั่วเหิงอย่างไม่พอใจ
“ก็ต้องหัวเราะท่านน่ะสิ ไม่เช่นนั้นจะหัวเราะใครได้อีก?” ลั่วเหิงกอดอกเดินมาข้างหน้า เชิดคางขึ้นเล็กน้อย มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน
“ในเมื่อท่านรู้ว่าตนเองไม่ได้เก่งกาจ ยังจะอยากเป็นหัวหน้ากลุ่มอีกหรือ? หนังหน้าท่านนี่ไม่ได้หนาธรรมดาจริงๆ!”
ชายแซ่เจี่ยถลึงตาจ้องเขาด้วยความโกรธ “ศิษย์น้องผู้นี้ อย่าได้ทำตัวไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเกินไปนัก!”
ลั่วเหิงยักไหล่ “ข้าก็แค่พูดตามความจริง”
ได้ยินประโยคนี้ คนอื่นๆ ต่างอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าคนผู้นั้นรนหาที่โดยไม่ประเมินกำลังตนเองแท้ๆ อย่างเขาน่ะหรือคิดจะเป็นหัวหน้ากลุ่มของพวกเขา? เช่นนั้นก็ต้องถามพวกเขาก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่!
“นั่นสิ! ข้าก็คิดว่าหากให้ศิษย์พี่เจี่ยเป็นหัวหน้ากลุ่ม…จะขาดแคลนคุณสมบัติเกินไปหรือไม่”
คนที่พูดคือหนึ่งในหญิงสาวสองคนนั้น นางเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงลากยาว คล้ายมีแววดูแคลนแฝงอยู่ เมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายจบ ก็เห็นชายแซ่เจี่ยสีหน้าบึ้งตึงดูไม่ได้ นางกลับยกมือปิดปากหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“หากจะมีใครเป็นหัวหน้าก็ให้ข้าเป็นก็แล้วก