ทุกคนจึงไม่มีใครใส่ใจอีก เฉินเต้าผู้นี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสำนักเป็นผู้หนุนหลังเขา หากไม่มีเรื่องกับเขาได้ พวกเขาย่อมไม่อยากมีเรื่อง ด้วยฐานะของเฉินเต้า พาศิษย์ชั้นล่างมาด้วยคนหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
“เจ้าขนเขียว รีบกลับไปเลย”
เฟิ่งจิ่วพยักเพยิด โบกมือไล่เจ้าขนเขียวให้มันรีบกลับไปที่ถ้ำ นึกไม่ถึง เจ้าขนเขียวเอียงคอมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง ร้องกุ๊กๆ จากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างเท้าเธอ ตัวอ้วนกลมนั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนลูกบอลลูกหนึ่ง ดูสะดุดตาจนยากจะทำให้ผู้คนมองข้ามไปได้
“ไม่เป็นไร พาไปด้วยก็ได้ หิวเมื่อไรยังเอามาย่างกินได้ด้วย” เฉินเต้าจ้องเจ้าขนเขียวที่นั่งยองๆ อยู่ข้างเท้าเฟิ่งจิ่วแล้วบอก พลางลูบคอ เมื่อเช้ารีบร้อนไปหน่อย ยังไม่ได้กินอะไรเลย!
เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก นึกเอือมระอาเล็กน้อย ตอนแรกเธอก็เคยคิดจะจับเจ้าขนเขียวมาย่างหรือไม่ก็ตุ๋นเสีย นึกไม่ถึงพอจับตัวมันกลับลูบไปโดนไข่ที่ยังไม่ฟักเป็นตัว จึงได้หยุดความคิดจะฆ่ามันไว้
นึกไม่ถึงว่าพอเธอไม่คิดจะกินมันแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรมันกลับเอาแต่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอ ทุกคนต่างรู้กันหมดว่าเจ้าขนเขียวเป็นไก่ที่เธอเลี้ยงไว้ ความจริงเธอเลี้ยงมันแบบปล่อยมาโดยตลอด ตนเองยังกินไม่อิ่ม ย่อมไม่มีอะไรจะเอามาเลี้ยงมันได้อยู่แล้ว เพียงแค่บางครั้งก็โยนยาให้มันกินบ้างเท่านั้น กินไปกินมา เจ้าขนเขียวก็อ้วนขึ้นหนึ่งเท่า แต่ที่น่าแปล