ู้คนรอบกายมองข้ามพวกเขา เขาก็อดร้อนใจไม่ได้ ถ้าหากจับกลุ่มสิบคนไม่ได้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงรอพวกเศษเหลือที่ไม่มีใครเชิญเข้ากลุ่มมารวมกลุ่มด้วยน่ะสิ
“ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่? ไม่มีใครอยู่กลุ่มเดียวกับเรา พวกเราอยู่กันสามคนก็ได้ เข้าไปในนั้นแล้วจะได้ไม่ยุ่งยากเพราะความเห็นไม่ตรงกันอีก” เฉินเต้าพูดอย่างไม่แยแส เขายกมือลูบหนวดเลขแปด กวาดมองรอบตัว จากนั้นก็พูดกับเฟิ่งจิ่วว่า “เฟิ่งจิ่วเอ๋ย เจ้ารู้จักอาจารย์อาซั่งกวนหรือ? เจ้าดูสิ นางกำลังมองเจ้าอยู่ล่ะ!”
ได้ยินอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วหันไปมองข้างหน้า แล้วก็เห็นท่านแม่ของเธอคล้ายสังเกตเห็นเธอท่ามกลางฝูงชน และกำลังเดินมาหา เห็นเช่นนั้น เธอคลี่ยิ้ม ยกมือโบกมือให้นาง
ซั่งกวนหวั่นหรงมองดูเงาร่างเล็กผอมใส่ชุดสีเขียวท่ามกลางฝูงชน สายตาไหวระริกเล็กน้อย บังเอิญเหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ แล้วเห็นว่าเป็นศิษย์ชั้นล่างที่ชื่อเฟิ่งจิ่ว ขณะที่นางกำลังขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่ม และคิดว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ก็เห็นเด็กหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง รอยยิ้มเบิกบานและยินดีนั่น ทั้งบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติ เบ่งบานอยู่บนใบหน้าละเอียดอ่อนของเด็กหนุ่ม ดูจนหัวใจนางสั่นไหว
วันนั้นยังบอกอยู่ ว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานไม่มีทางเข้าดินแดนลับได้ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เจอเขาที่นี่ แต่เขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน เรียกได้ว่าพลังอ่อนด้อยที่สุดแล้วท่ามกลางคนหลายร้อยคน เขาไม่กล