หลังจากรวบเส้นผมสีหมึกขึ้นใช้รัดเกล้าเสียบเข้าไปแล้วค่อยเดินมาตรงหน้าเฟิ่งจิ่ว
“เป็นอย่างไร? เท่านี้ก็ได้แล้วกระมัง?”
“หัวเบี้ยวแล้วขอรับ” เฟิ่งจิ่วชี้รัดเกล้าบนหัวของเขา
ได้ยินเช่นนั้น เฉินเต้าถมึงตากว้าง เป่าหนวดเลขแปดสองเส้นนั้น “หัวเบี้ยวอะไรกัน? พูดจาดีๆ ไม่เป็นหรืออย่างไร!” เขาจัดรัดเกล้าบนหัวใหม่ พลางเดินออกไปข้างนอก
“เร็วเข้า เดี๋ยวจะตามคนอื่นเขาไม่ทัน” เขาเรียกเฟิ่งจิ่วให้รีบเดิน ทั้งสองเดินไปที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย ระหว่างทางบังเอิญเจอลั่วเหิงที่ใส่เสื้อผ้าไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเฉินเต้า
“ศิษย์พี่ลั่ว ท่านก็ตื่นสายหรือขอรับ?” เฟิ่งจิ่วตะโกนทักทาย
“เจ้าเองหรือ เจ้ามาทำอะไรแต่เช้า…” เสียงพูดชะงักหยุด หันไปมองเฉินเต้าแวบหนึ่ง แล้วถาม “เฟิ่งจิ่ว นี่เจ้าคงไม่ได้คิดจะตามศิษย์พี่เฉินเข้าไปในดินแดนลับหรอกกระมัง?”
ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วคลี่ยิ้ม “ศิษย์พี่ลั่ว ท่านฉลาดจริงๆ”
ได้ยินอย่างนั้น ลั่วเหิงอึ้งงัน “ไม่ใช่กระมัง? เจ้าเพิ่งจะเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ระดับผู้ฝึกตนอย่างเจ้าเข้าไปในดินแดนลับ เจ้าไม่กลัวเข้าได้ออกไม่ได้ แล้วสุดท้ายต้องกลายเป็นปุ๋ยให้ยาทิพย์ในนั้นหรือ?”
เฟิ่งจิ่วกระตุกมุมปาก ไม่พูดอะไร
เฉินเต้าเหลือบมองลั่วเหิงแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ห่วงตัวเองก็พอ พูดอะไรไปเรื่อย! เฟิ่งจิ่ว เร็วเข้า ไม่ต้องสนใจเขา” ขณะพูด ก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“อ้าว รอข้าด้วยสิ จะได้มีเพื่อนไปด้ว