ม่ต้องพูดถึงข่าวคราวของเฟิ่งเซียวกับลูกของนางเลย พอมาอยู่ที่นี่ กลับต้อง…
เฮ้อ!
นางถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปมองเบื้องล่าง เห็นคนพวกนั้นกำลังบีบคั้นเด็กหนุ่ม จึงขี่กระบี่ลงไป
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าไม่มียาเหลือแล้ว ข้าให้คนไปหมดแล้วจริงๆ!” เฟิ่งจิ่วบอก มองคนพวกนั้นล้อมเข้ามาทีละคนๆ กำหมัดทำท่าจะเหวี่ยงเข้ามา เธอรีบยกแขนขึ้นป้องหัว “โอ๊ย! อย่าตีข้านะ ข้าไม่มีแล้วจริงๆ”
ขณะกำลังคิดจะกระโดดขึ้นมาแล้ววิ่งหนี ก็ได้ยินเสียงใสๆ เสียงหนึ่งดังมา
“หยุดนะ!”
ได้ยินเสียงตวาดอันหวานใส ชายเจ็ดคนหันไปมอง ครั้นเห็นว่าผู้ที่ขี่กระบี่มากลับเป็นอาจารย์อาซั่งกวน แต่ละคนหน้าเปลี่ยนสีเฟิ่งจิ่วชะงักงัน ไปง่ายๆ อย่างนี้เลย? เธอยังอยากจะวางยาพวกเขาสักหน่อยอยู่เลย! โชคดีของพวกนั้นจริงๆ
“เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?”
เสียงอ่อนโยนปนอบอุ่นเสียงหนึ่งดังมา เธอได้ยินก็อึ้งงัน เอียงคอมองเล็กน้อย ครั้นเห็นก็อดตกใจไม่ได้
นางที่สวมชุดขาวทั้งตัว ยืนหันหลังให้แสงสว่างอยู่ตรงหน้าเธอ บนใบหน้าที่งามโดดเด่นนั่นประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนจางๆ ทำให้นางดูเข้าถึงง่าย และอ่อนโยนถึงเพียงนั้น
ดวงตางามคู่นั้นกำลังจ้องเธอด้วยความห่วงใย หัวใจของนางเต้นแรง ไออุ่นไหลเวียนลึกๆ ข้างใน อยากจะอ้าปากขานเรียก ‘ท่านแม่’ เสียเดี๋ยวนั้น…
นั่นคือสายใยความรักทางสายเลือดที่ตัดไม่ขาด แม้เธอเพิ่งกลายมาเป็นเฟิ่งชิงเกอ และกลายเป็นลูกสาวตระกูลเฟิ่งได้เพียงครึ่งชี