ูงใหญ่ยิ่งนัก สง่างามน่าเกรงขาม ยังใหญ่กว่าประตูเมืองที่บ้านนางเสียอีก
ยังชมว่าบนถนนของเมืองผู่โซ่วเต็มไปด้วยผู้คน แค่เข้าเมืองมายังต้องให้คน ‘นำทาง’ ไม่เหมือนบ้านเกิดนาง แค่เดินเตร่ไม่นานก็ดูได้ทั่วแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคนนำทางเลยสักนิด
“ฮ่า ๆๆ…ท่านพูดถูกจริง ๆ เมืองผู่โซ่วของพวกข้าใหญ่โตดังว่า ใครมาก็พูดแบบนี้ทั้งนั้น…”
ความสนใจของสะใภ้ใหญ่เฉินหันเหไปเรื่องอื่นตามการชักจูงของเย่อวี๋หราน
ทั้งสองผลัดกันพูด เรื่องที่พูดล้วนเกี่ยวกับเมืองผู่โซ่ว
เย่อวี๋หรานหยิบเรื่องสัพเพเหระขึ้นมาถามเป็นระยะ ทำให้สะใภ้ใหญ่เฉินบอกข้อมูลออกมามากมายโดยไม่รู้ตัว
“วันนี้ไม่เช้าแล้ว เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ ว่าง ๆ พวกเราค่อยคุยกันใหม่”
เห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว เย่อวี๋หรานก็ถือโอกาสไล่กลับไป
สะใภ้ใหญ่เฉินไม่ได้สังเกตว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว พออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ค่อยเงยหน้ามองสีท้องฟ้า แล้วก็ต้องตะลึง “ไอ้หยา ท่านไม่พูดข้าคงไม่รู้ตัว ข้าต้องไปป้อนอาหารไก่แล้ว ไม่คุยกับท่านแล้ว…”
แล้วก็กระวีกระวาดจากไป
เช้านี้นางตั้งใจมาลับหลังแม่สามีโดยเฉพาะ เผื่อว่าจะสามารถหาเศษหาเลยอะไรได้บ้าง
นางไม่ได้โง่ อีกฝ่ายมาเมืองผู่โซ่วครั้งแรก จะไม่พกของดีมาบ้างเลยงั้นหรือ?
ตอนกลางวันต้องออกไปจัดการธุระ ตอนเช้าจะต้องกินข้าวแน่นอน นางประเมินเวลาเอาไว้แล้วแท้ ๆ แต่กลับ…
คิดไม่ถึงว่านางจะได้พบกับ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ แห่งเชิงเ