าอยู่ที่นี่ห้ามออกไปไหน แม้แต่จะเดินไปไหนมาไหนยังเป็นปัญหา เช่นนั้นการหาข้อมูลก็จะเป็นเรื่องลำบาก หากเปลี่ยนงานได้ละก็…
เห็นแววเจ้าเล่ห์ในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าที่เฉลียวฉลาดและหล่อเหลาของเขา มองแล้วกลับชวนให้คนชมชอบ ยามนี้เห็นเด็กหนุ่มตอบคำถามของเขา ท่าทางเหมือนใจลอย ก็อดยิ้มบอกไม่ได้ “คิดอะไรของเจ้าอยู่?”
“ข้ากำลังคิดว่าหากเปลี่ยนงานได้ก็คงดีน่ะขอรับ”
เฟิ่งจิ่วอ้าปากตอบ เหมือนถูกหลอกถามโดยไม่ได้ตั้งตัว พูดจบก็ทำหน้าตกใจที่เผลอหลุดปากออกไป รีบยกมือปิดปาก กะพริบตาปริบๆ มองเฉินเต้าที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะยิ้มอย่างกระดาก
“ศิษย์พี่เฉิน ข้าแค่ ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง” เธอก้มหน้าลง เหมือนเด็กที่ทำความผิดมาอย่างไรอย่างนั้น
“อะแฮ่ม!”
เฉินเต้ากระแอมเสียงเบา เอามือไพล่หลังแล้วถามว่า “เฝ้าสวนสมุนไพรอยู่ที่นี่ไม่ดีหรือ งานนี้สบายมากนี่!”
ได้ยินเขาพูด เฟิ่งจิ่วจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมา ถอนหายใจเบาๆ คล้ายเขินอายเล็กน้อย แล้วบ่นอย่างอมทุกข์ว่า “งานนี้สบายเกินไปน่ะสิขอรับ ข้านั่งอยู่ตรงนี้ครึ่งวันแล้ว เจอแค่ศิษย์พี่เฉินคนเดียวเอง ถ้าศิษย์พี่เฉินไม่มา ข้าก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว”
เมื่อได้ยิน เฉินเต้าหัวเราะเสียงดัง พยักหน้าทำท่าทางเหมือนเข้าใจ “ก็จริง เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีอย่างเจ้า กำลังอยู่ในช่วงใจร้อนเลย! ให้เจ้ามาเฝ้าสวนสมุนไพรเช่นนี้น่าเบื่อเกินไปจริงๆ นั่นแหละ”
“ศิษย์พี่เฉิน…” เธอมองเข