งกว่าจะฆ่าเขาได้ ระหว่างนั้นอันตรายมากเลย ตอนสู้กันข้าเกือบถูกเขาฆ่าตายตั้งหลายครั้ง แต่โชคดีที่ข้าตอบสนองรวดเร็ว…”
เฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งถูกคนเบียดไปข้างหลัง ขณะเธอมองเหล่าศิษย์สำนักโอสถตะวันรุมถามลั่วเหิงไม่หยุด ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“ศิษย์น้องลั่วเป็นคนฆ่าชายคนนั้นจริงหรือ?”
ได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านข้าง เฟิ่งจิ่วหันไปมองเล็กน้อย เห็นชายแซ่หลินจ้องเธออยู่ เธอจึงพยักหน้าให้ “ใช่ขอรับ! โชคดีที่มีศิษย์พี่ลั่วอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นฆาตกรคลั่งนั่นต้องหนีไปได้อีกแน่”
ได้ฟังเช่นนั้น ชายแซ่หลินขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนยังมีเรื่องข้องใจอยู่ แต่นอกจากพวกเขาก็ไม่มีคนอื่นอยู่ที่นี่แล้วจริงๆ เด็กหนุ่มตรงหน้าก็อยู่ระดับสร้างรากฐานเท่านั้น หากไม่ใช่ลั่วเหิง แล้วจะเป็นใครไปได้?
“ไปๆ พวกเรากลับสำนักกันเถอะ ใช่แล้ว เจ้าคือใครนะ…” ลั่วเหิงมองไปรอบๆ สายตาเปี่ยมด้วยความสุขจับจ้องไปที่เฟิ่งจิ่ว “เจ้าคือใครนะ เจ้ายังไม่ได้บอกเราเลยว่าเจ้าชื่ออะไร!”
เฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่ทางนั้นได้ยินก็ยิ้มกว้าง ตะโกนตอบว่า “ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว”
“เฟิ่งจิ่ว? มาๆ เฟิ่งจิ่ว ข้าจะพาเจ้าขึ้นเขา ให้เจ้าเป็นศิษย์ชั้นล่าง แค่ข้าพูดประโยคเดียวก็ได้แล้ว ไปๆ” ลั่วเหิงเดินไปหาเฟิ่งจิ่ว ชักชวนด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เขาเอาความดีเข้าตัวไปแล้ว
ด้วยประการฉะนี้ เฟิ่งจิ่วจึงขึ้นเขาไปพร้อมกับเขา คนข้างหลังมองหน้ากันแวบหนึ่ง จ