ห็นนางยืนร้องไห้อยู่หน้าบันไดหิน อีกอย่างถึงนางจะงามมาก แต่ใบหน้ามักมีความเศร้าอยู่ ข้าเลยคิดว่าเป็นเพราะปรมาจารย์ซานหยางไม่ดีต่อนางหรือไม่ แต่เรื่องพวกนี้ก็ไม่มีหลักฐาน เพราะอาจารย์อาท่านนี้ของข้าปรากฏตัวในสำนักน้อยครั้งมาก”
เฟิ่งจิ่วหลุบตาลง ปกปิดประกายในดวงตา หัวใจบีบรัดเล็กน้อย ท่านแม่ของเธอใช้ชีวิตอยู่ในสำนักโอสถตะวันอย่างทนทุกข์งั้นหรือ?
“นางอาจคิดถึงบ้านก็ได้? พวกลูกศิษย์ปิดสำนักของปรมาจารย์ซานหยางรอบตัวนาง ก็น่าจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราวกระมัง?”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าบอกแล้ว ปกตินางไม่ค่อยปรากฏตัวในสำนัก คนในสำนักรู้เพียงว่านางเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของปรมาจารย์ซานหยาง เรื่องอื่นไม่มีใครรู้แน่ชัด”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาเริ่มสะดุดใจ ถามขึ้นว่า “เจ้าถามเรื่องอาจารย์อาข้าไปทำไมมากมาย เจ้ารู้จักนางหรือ?”
เฟิ่งจิ่วส่ายหน้า “ไม่รู้จัก แค่อยากรู้เท่านั้น”
เห็นเช่นนี้ เขาจึงเตือนด้วยความหวังดี “มีเรื่องอะไรให้อยากรู้กัน ถึงเจ้าจะเข้าสำนักได้ก็เป็นแค่คนทำงานชั้นล่างเท่านั้น แค่ทำงานจิปาถะของเจ้าให้ดีก็พอ เรื่องอื่นอย่าไปอยากรู้ให้มากนัก ไม่ส่งผลดีต่อเจ้าหรอก”
“อืม ข้ารู้แล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ที่ตักเตือน”
เธอยิ้มขอบคุณ เดินวนรอบหนึ่งก็ไม่เจอใคร จึงยิ้มและเอ่ยเย้าว่า “ศิษย์พี่ลั่ว ข้าว่าตอนนี้เราสองคนเหมือนเหยื่อล่อเลย ท่านว่าฆาตกรโรคจิตนั่นจะหมายตาพวกเราไหม?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้