ี้ล้วนมาจากปากของเจ้า ถึงเจ้าบอกว่าเจ้าเพิ่งมาถึงที่นี่เป็นวันแรก ไม่มีทางเป็นคนร้ายได้ แต่คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นความข้างเดียวจากเจ้า ตราบใดที่พวกข้ายังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เจ้าต้องไปกับพวกข้าด้วย”
ได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้ว “แต่ข้ายังต้องไปสอบเข้าสำนักโอสถตะวันอีกนะ! นี่หากทำข้าเสียเวลาทำให้ข้าพลาดโอกาสไป ใครจะรับผิดชอบ?”
“พรืด!”
หนึ่งในนั้นหลุดหัวเราะ มองเฟิ่งจิ่วแล้วยิ้มเอ่ย “ตอนนี้สำนักเราเปิดรับก็แต่ลูกศิษย์สายนอกที่ทำงานชั้นล่าง เจ้าขึ้นไปก็ใช่ว่าจะได้รับคัดเลือกเสมอไป แต่หากพวกข้าช่วยเจ้าพูดไม่กี่คำ กลับจะเข้าสำนักได้โดยไม่ต้องสอบเลยด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าทางไหนคุ้มกว่ากันเล่า?”
ได้ยินเช่นนั้น แววตาของเฟิ่งจิ่วไหวระริกเล็กน้อย แต่ภายนอกกลับทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ “ท่านพูดจริงหรือ ไม่ได้โป้ปดใช่ไหม? หากถึงเวลานั้นแล้วข้าเข้าสำนักไม่ได้จะทำอย่างไร?”
“โป้ปด?” ชายคนนั้นเชิดคาง เอ่ยด้วยสีหน้าย่ามใจ “เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใครสินะ? ท่านอาจารย์ของข้าเป็นถึงศิษย์เอกของปรมาจารย์ซานหยางเชียว แค่จะรับศิษย์ทำงานชั้นล่างคนหนึ่งเข้าสำนัก อาจารย์ข้าเอ่ยปากคำเดียวก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
“อย่างนี้นี่เอง…” ดวงตาเธอเป็นประกาย ยิ้มกว้างแล้วรับปาก “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปกับพวกท่าน!” ชื่อเสียงของซานหยางจื่อในสำนักโอสถตะวันไม่ธรรมดาเลย ท่านแม่ของเธอเป็นศิษย์ของเขา นึกดูแล้วถ้าเข้าไปอยู่ในนี้ก็คงไม่เลวกระมัง?
ใ