นเมื่ออาจารย์ของผู้ชายคนนี้เป็นศิษย์เอกของซานหยางจื่อ เช่นนั้นก็น่าจะรู้เรื่องท่านแม่ของเธอบ้าง ถ้าอย่างนั้น…
นึกมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอ จากนั้นก็ก้าวเข้าไปประสานมือคารวะ “ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ท่านนี้ชื่ออะไร?”
“ข้าแซ่ลั่ว ชื่อเหิง เจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ลั่วก็ได้!” เขาโบกมือ ทำท่าเหมือนบอกว่าครั้งนี้เจ้าได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
“ขอรับ ศิษย์พี่ลั่ว ต่อไปขอท่านช่วยชี้แนะข้าด้วย” เธอรับคำไปตามน้ำ จากนั้นก็หันไปคารวะให้คนอื่น แล้วจึงเดินไปยืนข้างลั่วเหิง
เห็นเช่นนั้น คนอื่นกลับไม่พูดอะไรเช่นกัน เพียงให้คนจัดการศพเสีย ก่อนจะเดินเข้าไปในป่าเพื่อตรวจตรารอบๆ พลางอธิบายสถานการณ์ของหลายคนที่ตายไปก่อนหน้านี้ให้เฟิ่งจิ่วฟัง
คนมากมายขนาดนี้เดินวนเวียนอยู่ในป่าก็ยังไม่พบอะไร ระหว่างทางพบคนที่กำลังเดินทางไปสำนักโอสตะวัน จึงเตือนให้พวกเขาระวังตัว ต่อมาทุกคนก็หยุดการเดินตรวจ
“ไม่สู้เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! พวกเราแบ่งกันตามหากลุ่มละสี่คน! ขอบเขตการตามหาจะได้กว้างขึ้นหน่อย หากมีอะไรก็ตะโกนบอกกัน” ชายหนุ่มแซ่หลินที่เป็นหัวหน้าเสนอ จากนั้นก็แบ่งคนออกเป็นกลุ่มละสี่คน
จนสุดท้ายเหลือแค่เฟิ่งจิ่วกับลั่วเหิงที่ไม่มีกลุ่ม ทั้งสองมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงของชายแซ่หลินดังมา
“เหลือพวกเจ้าสองคนพอดี ในเมื่อเป็นอย่างนี้ พวกเจ้าสองคนอยู่กลุ่มเดียวกันก็แล้วกัน!”
“ให้ข้าอยู่กลุ่มเดียวกับเขา?” ลั่วเหิงขมว