เพื่อนข้าไป จะให้ข้าระงับโทสะรึ?” จูเยวี่ยตะโกนเสียงดัง ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างจ้องหน้าเถ้าแก่อย่างโมโห
“นี่มัน…” เถ้าแก่ลังเลเล็กน้อย หันไปตะคอกเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ “ยังไม่รีบขอโทษคุณชายท่านนี้อีก!”
“สายไปแล้ว ข้าไม่รับคำขอโทษปากเปล่า!” นี่เขาเรียนรู้มาจากขอทานน้อยคนนั้นเชียว
ได้ยินเช่นนั้น เถ้าแก่ชะงักไปนิด ครุ่นคิดแล้วบอกว่า “เช่นนั้น…ข้าขอมอบหมูหันของเหลาสุราเราให้คุณชายหนึ่งตัวเพื่อเป็นการขอโทษดีหรือไม่? คุณชายเป็นผู้สูงส่งจิตใจกว้างขวาง อย่าได้ถือสาผู้น้อยเลย”
จูเยวี่ยได้ยินก็ไม่พูดอะไร เหลือบมองที่สาบเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์ก่อนถามว่า “เพื่อนข้าเล่า? เจ้าไล่เขาไปไหนแล้ว?”
“คือว่า คุณชาย อยู่ อยู่ตรงนั้นขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปยังคนที่กำลังล้างหน้าอยู่หลังแผงลอยขายของ
จูเยวี่ยหันไปมอง เห็นเด็กหนุ่มใส่ชุดสีเขียว ใบหน้างดงาม ก็เตะเสี่ยวเอ้อร์ไปทีหนึ่ง “เพื่อนข้าเป็นขอทานน้อย!”
เสี่ยวเอ้อร์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รีบอธิบายว่า “เป็นเขา เป็นเขาจริงๆ ขอรับ เขาถอดเสื้อขอทานชั้นนอกออกแล้วก็ล้างหน้าถึงได้กลายเป็นอย่างนี้ ข้ายืนมองอยู่ตรงนี้ จริงๆ นะขอรับ ข้าไม่ได้โกหก”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น จูเยวี่ยชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเด็กหนุ่มชุดเขียว มองคราวนี้มุมปากก็กระตุกอย่างอดไม่ได้
ใช่แล้ว ไม่ใช่ขอทานน้อยคนนั้นแล้วจะเป็นใครได้อีก? ถึงแม้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาแล้ว แต่ทรงผมขอทานที่ก